วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน 2569

Login
Login

ศาลยกฟ้อง'ศิธา อดีตประธานบอร์ดทอท.'กับพวก 3 คน

ศาลยกฟ้อง'ศิธา อดีตประธานบอร์ดทอท.'กับพวก 3 คน

ศาลอาญา ยกฟ้อง"ศิธา อดีตประธานบอร์ดทอท."กับพวกรวม 3 คน ไม่ผิดคดีบ.ปาร์คกิ้งฯ ดูแลที่จอดรถ ฟ้องละเลยตรวจสอบ พนง.โกงเงินจัดเก็บเงินค่าจอดรถ

ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.2230/2556 ที่บริษัท ปาร์คกิ้ง แมนเนจเม้นท์ จำกัด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ต.ศิธา ธิวารี อดีตประธาน บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กับพวกรวม 10 คน เป็นจำเลย ในความผิดฐาน กระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การของรัฐ พ.ศ. 2502กรณีเมื่อเดือน มี.ค.- มิ.ย.56 จำเลยที่ 1-10 ซึ่งเป็นพนักงานของ ทอท. ได้รู้เรื่องที่พนักงานของบริษัท แฮปปี้มีเดีย จำกัด ได้ยักยอกเงินค่าจอดรถและค่าปรับกรณีบัตรจอดรถสูญหาย แต่กลับยังให้พนักงานของบริษัทดังกล่าวทำหน้าที่ต่อไป ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เหตุเกิดที่แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กทม.  

ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลรับฟ้องเฉพาะคดีที่มีมูลในส่วนของ น.ต.ศิธา ธิวารี อดีต ประธาน ทอท., นายพงษ์ศักดิฐ์ เสมสันต์ , นางอังคณา ทันตวิวัฒน์นานนท์และ น.ส.วิไลวรรณ นัดวิไล จำเลยที่ 1,2,4 และ 10 ขณะที่ระหว่างพิจารณาคดี นางอังคณา จำเลยที่ 4 เสียชีวิต ศาลจึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะนางอังคณา จำเลยที่ 4 

โดยศาลพิเคราะห์ พยานหลักฐานโจทก์ – จำเลย นำสืบแล้ว เห็นว่า บริษัทโจทก์ มีพยาน ซึ่งเป็นกรรมการบริษัท เบิกความว่า จำเลยที่ 1,2 และ 10 ร่วมกันปล่อยให้พนักงาน บ.แฮปปี้มีเดีย เบียดบังยักยอกเงิน โดยไม่ได้ป้องกันการทุจริต ไม่ดำเนินการทางแพ่ง และไม่เรียกเงินชดใช้ตามสัญญาจ้าง โดยโจทก์ได้พบพฤติกรรมของพนักงาน บ.แฮปปี้มีเดียฯ ที่ส่อไปในทางทุจริตเบียดบังยักยอกเงินรายได้ค่าบริการที่จอดรถของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จึงได้ทำหนังสือหลายครั้งแจ้งถึงพวกจำเลย ซึ่งเป็นกรรมการ ทอท. มีหน้าที่เป็นผู้ป้องกันการทุจริตและควบคุมการเก็บเงินของ บ.แฮปปี้มีเดียฯ ให้ตรวจสอบพฤติกรรมดังกล่าว เพื่อให้เรียกปรับเงินตามสัญญาจ้าง และเมื่อวันที่ 28 มี.ค.56 ได้ส่งข้อมูลการทุจริตเป็นภาพนิ่ง คลิปวิดีโอ และข้อมูลจากฐานคอมพิวเตอร์ที่ระบุการล้างข้อมูลบัตรจอดรถถึงจำเลยที่ 1 ในฐานะประธานกรรมการ ทอท. 

โดยโจทก์ มีพยานเพียงปากเดียว ไม่มีหลักฐานอื่นมาประกอบ เพื่อให้มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยที่1,2 และ 10  มีพฤติกรรมดังกล่าวอย่างไร 

ขณะที่ทางนำสืบของจำเลย กลับปรากฏข้อเท็จจริงว่า ทอท.ได้มีการติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ตรวจสอบการเก็บค่าบริการจอดรถ ซึ่งระบบดังกล่าวจะบันทึกรายได้ทันทีเมื่อมีรถออกจากลานจอดรถ นอกจากนี้ ทอท.ยังได้ว่าจ้างให้บริษัทอื่นตรวจสอบเงินรายได้ค่าบริการจอดรถ นำเงินฝากเข้าบัญชี ทอท. ทำหนังสือส่งยอดเงินฝาก และรายงานรายได้ค่าบริการจอดรถทุกวัน รวมทั้งทาง ทอท. มีกรรมการตรวจสอบเงินรายได้ทุกวันเช่นกัน เมื่อพนักงานพัสดุให้โจทก์แจ้งข้อเท็จจริงการทุจริต เพื่อที่บริษัทจะได้ตรวจสอบและดำเนินคดี โดยนายพงษ์ศักดิฐ์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้สั่งให้ตรวจสอบและรายงานข้อเท็จจริง

ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบ จึงแสดงให้เห็นว่า ทอท.ได้ควบคุมป้องกันการทุจริตและตรวจสอบการเก็บค่าบริการจอดรถ โดยติดตั้งระบบตรวจสอบการเก็บเงิน และทำสัญญาจ้างบริษัทเก็บค่าบริการจอดรถ มีหลักฐานการฝากเงิน และรายงานให้กรรมการตรวจสอบการว่าจ้างทุกวัน ถือว่า ทอท.ได้ดำเนินการจัดทำระบบเก็บเงิน เพื่อป้องกันการทุจริตแล้ว

พยานหลักฐานโจทก์ จึงยังไม่พอฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามได้กระทำผิด จึงพิพากษายกฟ้อง  

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ น.ต.ศิธา อดีต ประธาน ทอท. จำเลยที่ 1, นายพงษ์ศักดิฐ์ จำเลยที่ 2 และ น.ส.วิไลวรรณ จำเลยที่ 10 เดินทางมาศาล ซึ่งมีพนักงาน ทอท. และคนใกล้ชิดเดินทางมาให้กำลังใจ โดยภายหลังฟังคำพิพากษา น.ต.ศิธา และจำเลยที่เหลือต่างมีสีหน้ายิ้มแย้ม โล่งใจ