วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'มีชัย'รับใช้กลไกศาลรธน. ผ่าทางตันการเมือง

"มีชัย"เผยรับใช้กลไกศาลรธน. ผ่าทางตันการเมืองในอนาคต ขยายช่องทางทุกองค์กรยื่นเรื่องได้ โดยไม่ต้องมีเงื่อนห้ามแก้รธน.

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แถลงภายหลังการประชุมกรธ. วาระพิจารณาเนื้อหาเป็นรายมาตรา ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาเนื้อหาทั้ง 261มาตรา ใน13หมวดยกเว้นบทเฉพาะกาล ต่อประเด็นการเขียนให้ศาลรัฐธรรมนูญ ให้มีหน้าที่มีตัดสินคดี หรือข้อสงสัยใดทั้งปวง ต้องตัดสินให้เป็นไปตามตัวบทกฎหมาย แต่หากตัวบทกฎหมายยังเขียนไม่ชัดเจน ให้ตัดสินไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ หากทั้งตัวบทกฎหมายหรือเจตนารมณ์ที่จะยกมาปรับแก่กับกรณีใดให้ตัดสินตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งได้ยกบทบัญญัติของมาตรา7ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550มาระบุไว้เพื่อให้การจัดวางบทบัญญัติมีความเหมาะสมกับเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการตัดสินบทบทบัญญัติตามประเพณีปกครองที่เคยมีมาจะไม่เกิดขึ้น เนื่องจากกรธ. ได้เขียนเนื้อหาที่ครอบคลุมเนื้อหาส่วนใหญ่แล้ว 

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากเกิดวิกฤตทางการเมืองจนเกิดทางตัน หรือเกิดภาวะรัฐล้มเหลวในร่างรัฐธรรมนูญมีช่องทางไปอย่างไร นายมีชัย กล่าวว่า ช่วงที่เกิดขึ้นเกิดประเด็นว่ารัฐบาลอยู่หรือไม่ หากมีช่องทางไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ชี้ว่ารัฐบาลอยู่หรือไม่อยู่ เรื่องก็จะจบ แต่ที่ผ่านมานั้นไม่มีช่องทางไป คือในร่างรัฐธรรมนูญเปิดช่องทางที่จะมาสู่ศาลรัฐธรรมนูญเปิดกว้างมากขึ้น หากมีปัญหาเกี่ยวกับองค์กรอะไรก็ให้สิทธิยื่นเรื่องได้ หากมีข้อสงสัย โดยไม่ต้องรอให้มีข้อโต้แย้งระหว่างอำนาจขององค์กรใดๆ 

"มีนักวิชาการ หรือนักรัฐธรรมนูญ วิจารณ์ว่าแบบนี้ศาลรัฐธรรมนูญ ทำงานแย่ หากบ้านเมืองมีวิกฤตต้องทำงานมากหน่อยเป็นธรรมดา โดยวิธีที่คิดนี้ จะเป็นทางออกสำหรับวันข้างหน้า แต่วันนี้ที่จะไปแก้ปัญหาข้างหลังยังคิดไม่ออก" นายมีชัย กล่าว 

ประธาน กรธ. กล่าวด้วยว่าสำหรับเนื้อหาของหมวดว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ กรธ. มีเงื่อนไขสำคัญ คือ 1.ห้ามแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข,2.การแก้ไขรัฐธรรมนูญในเนื้อหาหมวด1บททั่วไป, หมวด2พระมหากษัตริย์, หมวด13หรือ เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระ หรือ เกี่ยวด้วยคุณลักษณะ ลักษณะต้องห้ามของส.ส., ส.ว. หรือองค์กรอิสระ ต้องผ่านการทำประชามติก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ โดยความสำคัญที่ครอบคลุมถึงอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระ หรือ เกี่ยวด้วยคุณลักษณะ ลักษณะต้องห้ามของส.ส., ส.ว. หรือองค์กรอิสระ เพื่อไม่ให้คุณสมบัติที่ทุกคนเห็นดีเห็นงาม และเป็นมาตรการป้องกันคนทุจริตเข้าสู่การเมืองหายไป แต่หากกรณีแก้ไขดังกล่าวผ่านการทำประชามติ ก็ให้แก้ไขได้ และ3.ให้ผู้มีอำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีส่วนร่วมทั้งหมด ไม่ใช่พรรคใดพรรคนหนึ่งที่มีเสียงข้างมากแล้วจะแก้ไขได้ โดยในร่างบทบัญญัติกำหนดให้การเห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเป็นเสียงข้างมากของที่ประชุมรัฐสภา โดยมีเงื่อนไขคือ1.ในวาระหนึ่ง ขั้นรับหลักการ ต้องมีเสียงของส.ว.เห็นชอบด้วย ไม่น้อยกว่า1ใน3,2.ในวาระสาม ขั้นเห็นชอบ ต้องมีเสียงของส.ส. ทุกพรรคที่มีจำนวนสมาชิกเกิน10คน อย่างน้อยร้อยละ10เช่น หากมีสมาชิก100คนต้องมีคนเห็นด้วย10คน, หากพรรคมีสมาชิก10คนต้องมีผู้เห็นด้วย1คน ในกรณีที่พบว่าบางพรรคที่มีส.ส.ไม่ถึง10คน ได้กำหนดให้พรรคที่มีส.ส.ไม่ถึง10คน รวมสมาชิกหากครบเกณฑ์ ร้อยละ10ก็จะต้องให้มีสมาชิกเห็นชอบ1คนเป็นต้น

"สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้กำหนดกรอบเวลาว่าต้องบังคับใช้ไปแล้วเท่าไรจึงจะแก้ไขได้ ดังนั้นเมื่อรัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้ จะมีผู้เสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับก็ทำได้ แต่ต้องไม่ใช่การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหาษัตริย์ทรงเป็นประมุข อย่างไรก็ตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเมื่อทำถูกต้องและครบถ้วนแล้ว หากเข้าข่ายเกี่ยวกับหมวด1บททั่วไป, หมวด2พระมหากษัตริย์, หมวด13หรือ เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระ หรือ เกี่ยวด้วยคุณลักษณะ ลักษณะต้องห้ามของส.ส., ส.ว. หรือองค์กรอิสระต้องนำไปทำประชามติก่อน โดยต้องใช้เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง เมื่อผ่านให้นำร่างแก้ไขทูลเกล้าฯ แต่หากไม่ผ่านก็ถือว่าใช้ไม่ได้ ส่วนรายละเอียดในเนื้อหาอื่นๆ ที่ไม่ได้เขียนเงื่อนไขให้ใช้กระบวนการปกติ แต่ก่อนการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ต้อรอไว้5วันเผื่อมีสมาชิกของรัฐสภาจะเข้าเชื่อเสนอศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตรวจสอบบทบัญญัติ"ประธาน กรธ. กล่าว