วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ยงยุทธแจงโครงสร้างกก. มีทั้งปธ.สปท.-สนช.

สปท. เสวนา ยุทศาสตร์ชาติ 20 ปี "ยงยุทธ"แจงโครงสร้างกก. 2 ส่วน มีทั้งปธ.สปท. - สนช. แก้ไขได้ทุก 5 ปี หวังดันเป็นพ.ร.บ.

คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จัดสัมมนา เรื่อง “ประเทศมั่นคงประชาชน มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน ด้วยยุทธศาตร์ชาติ” โดยมีนายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสปท. คนที่1 เป็นประธานกล่าวเปิดงานเสวนาว่า ยุทธศาสตร์ชาติถือว่ามีความสำคัญอย่างมากในช่วงก่อนการเลือกตั้ง เพราะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่ต้องซ่อมสร้างประเทศ วางโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อเป็นกระบวนการที่รัฐบาลชุดต่อไปใช้เป็นเข็มทิศในการขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดิน และเพื่อลดช่องว่างในรัฐบาลแต่ละสมัยในการจะขับเคลื่อนประเทศ ซึ่งจะเห็นผลได้ในขั้นแรก จากชุดของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน กรธ. ได้ให้ความสำคัญกำหนดยุทธศาสตร์ชาติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ขั้นที่สอง คือการได้รับความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วน และขั้นสุดท้าย คือ การเคารพต่อยุทธศาตร์ด้วยหัวใจ 

นายอลงกรณ์ กล่าวอีกว่า เราไม่ควรแต่คิดเพียงซ่อมประเทศ เพื่อก้าวข้ามความขัดแย้งเพียงเท่านี้ แต่ต้องขึ้นเป็นประเทศชั้นนำให้ได้ โดย สปท.ก็จะเป็นคนทำหน้าที่เปลี่ยนทัศนคติคนไทย ให้มีความภาคภูมิใจในชาติ แต่การจะไปถึงตรงนั้นได้ ต้องอาศัยยุทธศาตร์ชาติฯ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยน อันเป็นการออกแบบและขับเคลื่อนจากแม่น้ำ 5 สาย  

ด้าน พ.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน กล่าวว่า ในอดีตที่ผ่านมา การพัฒนาประเทศไทยขาดความต่อเนื่อง เพราะลักษณะของการเมืองส่วนใหญ่มุ่งหวังแต่ผลประโยชน์เฉพาะช่วงระยะเวลาของรัฐบาลมากกว่าผลประโยชน์ระยะยาว ซึ่งการทำแผนยุทธศาสตร์ชาตินี้จะเป็นกรอบในการพัฒนาประเทศในอีก 20 ปีข้างหน้า และเป็นแม่บทในการกำหนดนโยบาย กำหนดทิศทางขับเคลื่อนประเทศ รวมถึงกำหนดแผนพัฒนาด้านต่างๆ เพื่อการบูรณาการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการปฏิรูปบริหารราชการแผ่นดิน สปท.ได้เสนอแผนการปฏิรูปไว้ 4 ด้าน คือ 1.ให้ยุทธศาตร์ชาติได้รับการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ขณะนี้มีการร่างรัฐธรรมนูญมีการกำหนดเรื่องนี้ไว้ โดยเราจะได้เห็นร่างดังกล่าวในวันที่ 29 ม.ค.นี้ 2.ให้ยุทธศาสตร์ชาติมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายก่อนมีรัฐบาลต่อไป โดยในระหว่างนี้อาจจะให้มีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยยุทธศาตร์ใช้ไปพลางก่อน 3.สนับสนุนความมุ่งมั่นของรัฐที่มีเจตจำนง ให้มียุทธศาตร์ชาติ 4.การเผยแพร่ทำความเข้าใจและสร้างปณิธานร่วมในการขับเคลื่อนประเทศตามยุทธศาตร์ชาติ

พ.ต.ต.ยงยุทธ ชี้ว่า สำหรับกลไกการบริหารจัดการยุทธศาตร์ชาติ ได้มีการตั้งคณะกรรมการ 2 ชุด ประกอบด้วย กลุ่มแรก คือ นายกรัฐมนตรี ประธาน สนช.ประธาน สปท. และผู้ทรงคุณวุฒิ รวมจำนวน 23 คน ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย ซึ่งบุคคลเหล่านี้หากหมดวาระก็ต้องไป อย่างประธาน สนช.และ สปท.หากหมดวาระตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวก็ต้องไปแล้วเปลี่ยนมาเป็นประธานวุฒิสภาและประธาน สภาแทน ส่วนอีกกลุ่ม คือ คณะกรรมการบริหารยุทธศาตร์ประกอบด้วย ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ซึ่งตรงนี้ตัวคณะรัฐมนตรีเป็นคนแต่งตั้ง ดังนั้นเรื่องที่จะมีอำนาจเหนือคณะรัฐมนตรี รัฐบาลเป็นไปไม่ได้และไม่ใช่การสืบทอดอำนาจ

 ผู้สื่อรายงานว่าภายในงานสัมมนามีการเปิดโอกาสให้ผู้ที่เข้าร่วมได้ซักถามวิทยากร โดยมีการถามในส่วนหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติแล้วแผนยุทธศาตร์แห่งชาติที่วางไว้ 20 ปีจะเป็นอย่างไร พ.ต.ต.ยงยุทธ กล่าวตอบว่า ตัวของรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดรายละเอียดของยุทธศาตร์ชาติลงไปแต่กำหนดหลักการว่าต้องเป็นอย่างไร นอกจากนี้เราไม่ร่าง พ.ร.บดังกล่าวให้เป็นกฎหมายลูกของรัฐธรรมนูญเพราะหากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว พ.ร.บ.ดังกล่าวก็จะไม่ผ่านด้วย และหากร่างผูกติดเมื่อมีการแก้ไขก็จะยุ่งยาก หากถูกฉีกก็ต้องพ้นไปด้วย ดังนั้นเราจึงร่างเป็นพ.ร.บ.ว่าด้วยยุทธศาตร์แห่งชาติขึ้น ซึ่งไม่เกี่ยวเนื่องกับ ร่างรัฐธรรมนูญ มีการหารือกับ วิป สปท.แล้วจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุม สปท. ภายในเดือน ก.พ. หากผ่านก็จะนำไปเสนอรัฐบาลต่อไป อย่างไรก็ดีตามที่หลายฝ่ายมีความเป็นห่วงว่า ร่าง พ.ร.บดังกล่าวจะเสร็จทันแผนที่วางไว้ คือ 1 ต.ค. หรือไม่นั้น ขณะนี้ เรามีการประสานหารือกับฝ่ายกฤษฎีกาเรื่อยมา ส่วนเรื่องที่หลายฝ่ายกังวลหากเขียนยุทธศาสตร์เป็นระยะเวลา20 ปีแล้วสถานการณ์เปลี่ยนจะทำอย่างไร ต้องบอกว่าแผนยุทธศาตร์ชาติสามารถปรับเปลี่ยนได้ทุก 5 ปี แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาสังคม

นอกจากนี้ยังมีผู้เข้าร่วมงานเสนอให้บัญญัติว่าการหาเสียงของพรรคการเมืองต้องผูกโยงกับแผนยุทธศาตร์ชาติ พร้อมทั้งให้มีบทลงโทษผู้ที่ไม่ทำตาม โดย พ.ต.ต.ยงยุทธ กล่าวว่า เราไม่ขอก้าวล่วงไกลขนาดนั้น มันไม่จำเป็น เพราะเรามองว่าหากประชาชนเห็นว่าพรรคการเมืองหาเสียงมีนโยบายไม่สอดคล้องกับยุทธศาตร์ชาติก็อย่าเชื่อเขาเพราะเขาทำไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้นตรงนี้ไม่ต้องเขียน ความเป็นจริงเห็นอยู่แล้ว แม้จะมีการพูดถึงเรื่องนี้อยู่บ่อยครั้ง แต่ตนเห็นว่าไม่จำเป็น