จัดเสวนา"เหตุระเบิดราชประสงค์..สื่อและสังคมได้บทเรียนอะไร" หนุนออกคู่มือรายงานสื่อในภาวะวิกฤติ แนะตั้งวอร์รูมรวมข้อมูลสยบข่าวลือโลกโซเชี่ยล
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ ถ.สามเสน มีเดียมอนิเตอร์ ร่วมกับสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ จัดเสวนา เรื่อง “เหตุระเบิดราชประสงค์...สื่อและสังคมได้บทเรียนอะไร” เพื่อสรุปการนำเสนอของสื่อและสังคมออนไลน์ต่อเหตุการณ์ระเบิดบริเวณสี่แยกราชประสงค์วันที่ 17 ส.ค.2558 โดยนางสกุลศรี ศรีสารคาม อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ในฐานะที่ปรึกษามีเดียมอนิเตอร์ นำเสนอผลการศึกษาของโครงการมีเดียมอนิเตอร์ เรื่อง “การนำเสนอของสื่อและสื่อสังคมออนไลน์ ในเหตุการณ์ระเบิดที่ศาลท้าวมหาพรหมและท่าน้ำสาทร กับเหตุการณ์จับผู้ต้องสงสัย” ว่า มีเดียมอนิเตอร์ได้ศึกษาหลายช่องทางทั้งทวิตเตอร์ เว็ปไซด์พันทิป ทีวี หนังสือพิมพ์ออนไลน์ โดยเฉพาะทวิตเตอร์จากการติดแฮชเเท็คค และจากทวิตเตอร์จากสื่อต่าง ๆ ซึ่งโจทย์ก็เป็นเรื่องภาวะวิกฤติในเรื่องภัยธรรมชาติและฝีมือมนุษย์ ก็สามารถจะนำโมเดลนี้ไปใช้ได้ทั้งหมด
นางสกลุศรี กล่าวต่อว่า มีเดียมอนิเตอร์ได้เริ่มเก็บผลศึกษาภายหลังเกิดเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่ 18-25 ส.ค.2558 จากหน่วยการศึกษาจากทวิตเตอร์ พันทิป ทีวี หนังสือพิมพ์ออนไลน์ พบว่าการแสดงออกของคนขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ได้รับ แต่เมื่อสื่อให้ข้อมูลมากขึ้นก็เปลี่ยนเป็นการวิพากษ์วิจารณ์กันมากขึ้น โดยเฉพาะอารมณ์ความขัดแย้งจากการแสดงความคิดเห็นกัน ซึ่งในทวิตเตอร์และพันทิปมีความแตกต่างเล็กน้อย โดยจากทวิตเตอร์เป็นการพูดคุยตามทิศทางตามแฮชแท็ค แต่ไม่ค่อยมีความสับสน ส่วนในพันทิปเป็นการถกเถียงและเเสดงความคิดเห็นภายในกระทู้ค่อนข้างมาก ยิ่งถ้ามีใครมาให้ข้อมูลในกระทู้แล้วก็จะเห็นการแสดงความเห็นที่ตื่นตระหนกมากขึ้น โดยในวันเหตุการณ์เกิดในทวิตเตอร์ที่พบแฮชเเท็คแรกมาจากไทยรัฐ หลังจากนั้นก็มีหลายสื่อทำตามมาเรื่อยๆ ซึ่งข้อมูลของสื่อสำคัญมากในภาวะแบบนี้ เพราะการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อจะช่วยลดความตื่นตระหนกตรงนี้ได้ แต่การเก็บข้อมูลในช่วง 2-3 วันแรกพบว่าสื่อนำเสนอข้อมูลได้ดีเพื่อให้คนรับรู้ข้อมูล
ส่วนการพูดคุยในพันทิปพบว่ามีอารมณ์ความขัดแย้งค่อนข้างสูงของในช่วงวันนที่ 21-23 ส.ค.แต่เมื่อสื่อมาให้ข้อมูลมากขึ้นความรู้สึกขัดแย้งก็ลดลง ดังนั้นเราไม่ควรให้คนในโลกออนไลน์คุยได้ร้อยเปอร์เซ็นค์ ควรจะให้คนกลางมาให้ข้อมูลเพื่อให้ข้อมูลโดยตรงเพื่อให้คนในโลกออนไลน์นำไปคุยอย่างถูกต้องได้ ขณะเดียวกันในทวิตเตอร์ยังเป็นพื้นที่เฉพาะในการหาข้อมูล แต่การพูดคุยในเมนชั่นก็มีน้อยกว่าในพันทิปที่เน้นลักษณะในการคุยมากกว่า ทำให้อารมณ์ในพันทิปจะสวิงมากกว่าในทวิตเตอร์ ซึ่งในช่วงนั้นทวิตเตอร์จากไทยรัฐและไทยพีบีเอสมีคนนำมาอ้างอิงในการพูดคุยเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามการศึกษาวันที่ 29 ส.ค. ถึง 5 ก.ย.ในช่วงที่มีการจับคนร้ายแล้ว พบว่าคนในโลกออนไลน์กลับไม่มีการเชื่อมั่นข้อมูลจากสื่อและจากเจ้าหน้าที่ ดังนั้นข้อมูลจากสื่อสำคัญมากในเรื่องอารมณ์ความรู้สึกเพื่อให้ความสับสน และการตื่นตัวลดลง
"ส่วนหนังสือพิมพ์ออนไลน์รายงานได้เร็วตามสถานการณ์ และตอบโจทย์จากผู้รับสารซึ่งมีคนนำข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ออนไลน์ไปอ้างอิงค่อนข้างมาก นอกจากนี้หนังสือพิมพ์ออนไลน์จะเจอบทวิเคราะห์ค่อนข้างมากต่างจากทีวีที่จะเน้นการนำเสนอข้อเท็จจริง ดังนั้นสรุปว่าทั้ง 3 แพลตฟอร์มสื่อยังมีบทบาทสำคัญในการให้ข้อมูลกับประชาชนในช่วงภาวะวิกฤติ เพราะสื่อมีผลต่ออารมณ์ของสังคม ในเรื่องความเร็วของสื่อยังทำได้ดี แต่สิ่งที่สื่อยังขาดไป จึงอยากให้มีการตั้งทีมเฉพาะกิจในการมอนิเตอร์ข้อมูลมารวมไว้"นางสกุลศรี กล่าว
จากนั้นดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และผศ.พิจิตรา สึคาโมโต้ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันวิเคราะห์ผลการศึกษา โดยดร.มานะ กล่าวว่า อยากสนับสนุนงานวิจัยชิ้นนี้ที่ไม่ได้หยิบแพลตฟอร์มจากที่ใดที่หนึ่งเท่านั้น แต่ครั้งนี้เป็นงานวิจัยที่มีความยากและความหลากหลายค่อนข้างมาก แต่คนยังเสพสื่อมากกว่าแพลตฟอร์เหล่านี้เพราะยังมีทั้งเฟซบุ๊คและไลน์ ซึ่งการนำเสนอข่าวสารยุคนี้สื่อต้องสนใจสิ่งที่ประชาชนพูดคุยกัน โดยเฉพาะอามรณ์ของคนในการเสพสื่อในช่วงวิกฤติ เพื่อให้รู้ว่าผู้เสพข่าวต้องการข้อมูลอะไร สื่อก็ต้องป้อนข้อมูลให้อัตโนมัติ ไม่เช่นนั้นประชาชนจะไปหาข้อมูลทางอื่น ทำให้สื่อยุคใหม่จำเป็นต้องสนใจความอยากรู้ตรงนี้ด้วย อีกทั้งสื่อต้องให้ข้อมูลในยามวิกฤติ โดยทุกสำนักข่าวควรจะมีการจัดทีมทำงานในช่วงยามวิกฤติขึ้นมาบริหารงานข่าวในช่วงวิกฤติ แต่ต้องมีการฝึกซ้อมเพื่อให้รู้ว่าจะต้องบริหารงานอย่างไร จึงอยากให้ในทวิตเตอร์มีการใช้แฮชเเท็คกลางขึ้นมาในสมาคมวิชาชีพ เช่น น้ำท่วมกทม.
นอกจากนี้ต้องมีการฝึกการมอนิเตอร์อารมณ์ของคน เพื่อไม่ให้กระแสไหลเวียนเป็นไปในธรรมชาติ แต่อยู่ที่ใครจะเป็นผู้นำเพราะในโลกออนไลน์ก็จะมีทั้งเกรียนเอง หรือเกรียนโดยจัดตั้ง ทั้งเจตนาและไม่เจตนา เจ้าหน้าที่รัฐต้องมาสนใจตรงนี้ด้วย อีกทั้งในช่วงวิกฤติสื่อต้องให้สัญลักษณ์ว่าข้อมูลตรงนี้ยังไม่ชัดเจน รอการตรวจสอบ เพื่อให้ประชาชนได้รู้ เช่น เป็นธงแดง ธงเหลือง หรืงธงเขียว ใช้ประกอบขึ้นในการนำเสนอ ส่วนการให้ข้อมูลเพื่อการแข่งขันของสื่อในการนำเสนอเพื่อออกอากาศ บางครั้งกลับลืมเบลอหน้าพยาน หรือข้อมูลที่ยังเป็นเรื่องการติดตามคดี และการบริหารจัดการข้อมูลอยากให้แต่ละสำนักข่าวมีแพลตฟอร์มกลางในช่วงวิกฤติ เช่น ไลฟ์บล็อค เพื่อให้ข้อมูลล่าสุดอยู่ด้านบน
ด้านผศ.พิจิตรา กล่าวว่า สื่อกระแสหลักยังมีส่วนสำคัญในการเป็นศูนย์รวมของข้อมูลในการสะท้อนความน่าเชื่อถือ ซึ่งการนำเสนอที่เร็วที่สุดเป็นในทวิตเตอร์ ก็เป็นการแพร่กระจายข้อมูลที่เร็วที่สุดมากกว่าแพลตฟอร์มอื่น ซึ่งทวิตเตอร์จะเป็นการสื่อสารทางเดียวมากจากองค์สื่อ องค์การภาครัฐก็เป็นพื้นที่ที่นำมาศึกษาได้ดี ซึ่งเมื่อเกิดเหตุก่อการร้ายสำนักข่าวต่าง ๆ ไม่ควรจะยืนยันว่าใครจะเป็นคนก่อการร้าย เพราะต้องใช้ความน่าเชื่อถือมาก่อนความรวดเร็ว สำนักข่าวไม่ควรเเข่งที่ความเร็ว เพราะการเสนอข่าวได้เร็วอาจจะนำไปสู่วิกฤติอื่นตามมาได้ จึงต้องมีความระมัดระวังในตรงนี้
ต่อมามีการเสวนา เรื่อง"ถอดบทเรียนและสรุปข้อเสนอต่อแนวทางปฏิบัติ" จากนักวิชาชีพสื่อ หนังสือพิมพ์ วิทยุโทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ โดยนายเทพชัย หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย นายวันชัย วงศ์มีชัย นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นางกนกพร ประสิทธิ์ผล นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ โดยนายเทพชัย กล่าวว่า ขอชื่นชมการศึกษาในเรื่องนี้ เพราะเป็นหน้าที่ของฝ่ายวิชาชีพที่ควรศึกษาเรื่องที่เกิดขึ้น เพื่อให้เห็นภาพที่ใหญ่ขึ้น เหตุการณ์ระเบิดเป็นเหตุการณ์ใหญ่เหตุการณ์แรกที่ท้าทายทีวีดิจิตอล ถ้าทุกสื่อได้ทบทวนกันคงมีหลายอย่างที่จะไม่ทำ หรือทำแล้วดีกว่า เพราะการรายงานข่าวใหญ่ลักษณะนี้ต้องมีแนวทางชัดเจน ซึ่งการรายงานข่าวสื่ออเมริกันเหตุการณ์ 911 มีแนวทางชัดเจน ไม่มีการชี้นำ ทุกประโยคที่นำเสนอมีความระมัดระวัง แตกต่างจากสื่อบ้านเราที่ยังมีการแข่งกัน ทำให้การใช้ภาษาก็ทำให้คนรู้สึกว่าต้องเชื่อแล้ว
นายเทพชัย กล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญสื่อกระแสหลักในยุคที่สื่อโซเชี่ยลมีเดียต้องทำงานให้มากขึ้น เพราะมีข่าวที่อยู่นอกเหนือการควบคุมในสื่อโซเชี่ยลมีเดียก็มีอิทธิพลต่อความคิดของคน เพราะสื่อโซเชี่ยลมีเดียหลายคนรู็สึกว่าสนุกกว่าเยอะ ทั้งที่สื่อกระแสหลักก็ยังทำหน้าที่ตัวเองได้ดีอยู่ ดังนั้นแต่ละสื่อควรไปพูดคุยกับกองบรรณาธิการเพื่อทบทวนการทำหน้าที่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต้องมีการบริหารจัดการที่เป็นระบบมากขึ้น แตกต่างสื่อต่างชาติถูกอ้างอิงไปทั่วโลกจะผิดพลาดไม่ได้ แต่สื่อไทยอาจจะมีความรู้สึกว่าออกไปก่อน ถ้าผิดค่อยแก้ภายหลัง ก็เป็นบทเรียนที่ต้องเรียนรู้ ส่วนการทำหน้าที่ให้ประชาชนเข้าใจที่มาที่ไปของเหตุการณ์นั้น สื่อยังไม่มีการตั้งคำถามว่าประชาชนจะเข้าใจหรือไม่ เป็นสิ่งที่สื่อยังคำนึงน้อยไปหรือไม่จากสถานการณ์ที่มีความเร่งรีบ นอกจากนี้การค้นหาข้อเท็จจริงของแหล่งข่าวยังไม่ความสับสน เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่เข้าใจอารมณ์การรับรู้ของคนในสังคม ยังไม่มีการแถลงอธิบายอย่างเป็นระบบ ดังนั้นเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของการรับสื่อด้วย
"คนทำสื่อต้องถามตัวเองว่าเข้าใจประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศแค่ไหน รู้จักอูยกูร์ รู้จักตุรกี รู้จักจีนมากขึ้นแค่ไหน ไม่ใช่ระเบิดจบแล้วก็จบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นตัวละครที่สำคัญมาก เพราะอาจจะมีความต่อเนื่องและยังไม่จบ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ทุกสื่อจะต้องมาคุยกันเพื่อร่างกติกาการนำเสนอขึ้นมา อย่างเช่นจากข่าวอาชญากรรม จึงอยากให้ทุกสื่อได้เตรียมตัวให้มีความพร้อมมากขึ้น โดยต้องถอดบทเรียนว่ามีจุดไหนบ้างต้องปรับปรุง"นายเทพชัย กล่าว
ด้านนางกนกพร กล่าวว่า สื่อออนไลน์มีบทบาทในทุกเวทีเพราะมีคนกลุ่มใหญ่คอยติดตาม ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่มีการขยายเกิดขึ้น โดยทุกครั้งจากเหตุการณ์วิกฤติการทำงานของสื่อก็ได้ทำงานไม่ปกติ แต่เมื่อเหตุการณ์วิกฤติทุกครั้งจะเป็นการวัดประสิทธิและคุณภาพของสื่อในทุกด้านว่าจะทำได้ดีแค่ไหน ซึ่งในช่วงเวลาวิกฤติจะเห็นได้ว่าถ้าสื่อออนไลน์ไหนทำได้ดี ก็จะเพิ่มยอดตามและยอดไลค์ได้สูงมาก ซึ่งขณะนี้สื่อโซเชี่ยลมีเดียที่มากขึ้น แต่สื่อก็ต้องเรียนรู็จริยธรรมและจรรยาบรรณให้มากขึ้นไปด้วย เพราะการแสดงฝีมือของสื่อแต่ละช่องจะเป็นการเรียนรู้ว่าถ้าผิดพลาดจะมีผลกระทบตามมาถึงเเม้เหตุการณ์จะจบลงไปแล้ว แต่ก็ต้องคอยดูว่าสื่อใดได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบหรือไม่ ดังนั้นสื่อออนไลน์ถึงจะมีบทบาทก็จริง แต่คนทำสื่อต้องมีนโยบายเดียวกันกับสื่อดั้งเดิม ยังต้องมีความถูกต้อง ต้องมีจรรยาบรรณในมาตรฐานเดียวกัน
นายวันชัย กล่าวว่า ต้องยอมรับความจริงว่าสถานการณ์แต่ละสื่อมีปัญหาธุรกิจที่มีการแข่งขันมากยิ่งขึ้น หรือภายในองค์กรสื่อก็ยังมีปัญหาเรื่องการวิจารณ์ว่าเป็นเสือกระดาษ แต่ในภาวะที่บ้านเมืองมีเรื่องการปฏิรูปสื่อเพื่อออกกติกามาบังคับ ในการกำหนดกติกาในเหตุการณ์การณ์ก็ยังจะเกิดขึ้นอีก ซึ่งจริง ๆ กติกาก็มีอยู่แล้วแต่อาจจะถูกละเลย อย่างกรณีราชประสงค์ก็มีกรอบจริยธรรมและข้อกฎหมายที่กำหนดห้ามเผยแพร่ภาพผู้เสียชีวิต แต่ในภาวะที่เกิดการแข่งขันก็อาจจะให้เกิดการลืมตัว แต่สื่อก็ต้องมีจิตสำนึกที่ต้องแก้ไข ต่อไปถ้ามีกติกาในองค์กรก็ไม่ต้องมากระตุกกันบ่อยๆ อย่างไรก็ตาม สื่อต้องมีการปฏิรูปตัวเองโดยในวันที่ 24 ม.ค.สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติจะนัดสมาชิกทั่วประเทศมาร่วมพูดคุยถึงการกำกับดูแลตัวเองของสื่อหนังสือพิมพ์ใให้เป็นเอกภาพในการดูแลตัวเอง เพื่อกำหนดติกาที่ต้องทำร่วมกันในอนาคต





