วันนี้ได้ฤกษ์ อัยการนำพยานไต่สวนนัดแรก ตามที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กำหนดนัดไว้ให้ไต่พยานฝ่ายอัยการ รวม 14
หลังจาก อัยการสูงสุด ยื่นฟ้อง "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่หน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา157และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ที่ละเลยไม่ยับยั้ง “ โครงการรับจำนำข้าว ” ส่งผลรัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท เมื่อวันที่ 19 ก.พ.58
วันนี้ (15 ม.ค.)ได้ฤกษ์ อัยการนำพยานไต่สวนนัดแรก ตามที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กำหนดนัดไว้ให้ไต่พยานฝ่ายอัยการ รวม 14 ปาก ภายในเวลา 5 นัด ตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค.59 , วันที่ 17 และ 26 ก.พ.59 , วันที่ 4 และ 23 มี.ค.59
ขณะที่พยานชุดแรก ที่คณะทำงานอัยการ โจทก์ จะส่งให้องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาฯ ทั้ง 9 คน ไต่สวน ก็จัดเตรียมไว้ 4 ปากด้วยกัน ซึ่งศาลกำหนด เวลาไต่สวนพยานไว้ ตั้งแต่ เช้าถึงเย็น เวลา 09.30 – 16.00 น.
โดยพยานปากแรก ที่อัยการจะนำเข้าไต่สวน คือ ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร อดีตประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ซึ่งพยานปากนี้ อัยการต้องการนำมาเปิดประเด็นโครงการจำนำข้าวตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้ศาลฎีกาฯ เห็นภาพรวมโครงการ วิธีการจำนำข้าวเสียก่อน ที่จะลงรายละเอียด แยกแยะ การจำนำข้าวในแต่ละส่วน
ส่วนพยานที่อัยการจะให้เปิดประเด็นต่อ คือ สื่อมวลชน นำสืบเรื่องสารบรรณข่าวที่ได้รวบรวมเนื้อหาโครงการรับจำนำข้าว และนายประจักษ์ บุญยัง รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ที่นำสืบประเด็นการทำหนังสือเตือนการตรวจสอบและเสนอความเห็นว่าโครงการรับจำนำข้าวมีข้อบกพร่องหรือไม่ อย่างไร ก่อนจะปิดท้ายการไต่สวนพยานวันแรกด้วย นายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี พยานปากที่สี่ ที่นำสืบเรื่องความเสียหายจากการดำเนินโครงการ
ขณะที่ พยานสำคัญอื่น ที่รอคิวนำสืบในคดีของอัยการ ก็ยังมี นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ มือชำแหละโครงการรับจำนำข้าว ที่เฝ้าตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลในยุค น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และพยานกลุ่มข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง
สำหรับการไต่สวนพยานในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ตามกฎหมายและข้อกำหนดวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ใช้ระบบไต่สวน ก็จะให้ผู้พิพากษาทั้ง 9 ท่าน ที่เป็นองค์คณะสำนวนคดีฯ เป็นผู้ซักถามพยานแต่ละฝ่าย
และเมื่อถึงเวลา ที่ฝ่ายอัยการโจทก์ หรือฝ่ายจำเลย จะต้องนำพยานบุคคล เข้าไต่สวนตามนัด ฝ่ายนั้นก็จะต้องทำคำเบิกความของพยานแต่ละปาก เป็นรายละเอียดส่งเป็นเอกสาร ล่วงหน้าให้องค์คณะฯ ภายใน 2 สัปดาห์ (14 วัน) ก่อนถึงวันไต่สวนพยาน ส่วนฝ่ายจำเลยที่ต้องถามค้านพยาน ก็จะต้องส่งประเด็นคำถามที่จะซักถามพยาน ส่งให้ศาลทราบล่วงหน้า 7 วันก่อนถึงวันนัดด้วย และเมื่อถึงเวลาไต่สวนพยาน องค์คณะฯ จะเป็นผู้ซักถามพยาน จากคำถามของฝ่ายจำเลยที่ส่งมา และหากมีประเด็นข้อเท็จจริงที่ศาลยังสงสัยในคำเบิกความพยาน ศาลสามารถซักถามเพิ่มเติมได้เองด้วย
แม้ว่าภาพรวมการไต่สวน ต้องใช้เวลาไม่น้อย แต่ศาลได้บริหารจัดการเวลาในการไต่สวนพยาน ด้วยการกำหนดให้คู่ความต้องส่งคำเบิกความพยานแต่ละฝ่าย และคำถามซักค้านพยานแต่ละฝ่าย ก่อนจะเริ่มกระบวนการทุกครั้ง
ด้วยวิธีการเช่นนี้ จึงทำให้การไต่สวนพยานของศาลฎีกาฯ สามารถซักถามพยานที่อาจมากถึง 4 ปาก ใน 1 วัน
และครั้งแรกของการตรวจพยานหลักฐาน ศาลได้เคยกำชับหนักแน่น กับคู่ความทั้ง 2 ฝ่าย ให้ต้องเตรียมพยานมาให้พร้อมนำสืบทุกนัด ถ้ามีพยานปากใด ติดขัดไม่สะดวก มาไต่สวนวันที่ศาลกำหนดนัดไว้แล้ว ก็ต้องแจ้งให้ศาลทราบล่วงหน้า เพื่อการขยับ-ขยายเวลา ไม่ให้คดีล่าช้าเนิ่นนานเกินจำเป็น จึงเรียกได้ว่า คู่ความไม่มีโอกาสยื้อคดี ดึงเวลา ขอเลื่อนนัดได้บ่อยๆ แบบอำเภอใจ และหลังจากวันที่ 23 มี.ค.59 กำหนดไต่สวนพยานอัยการโจทก์นัดสุดท้าย ฝ่าย “ อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ” เริ่มนำพยานให้ศาลไต่สวน เพื่อพิสูจน์การกระทำที่ถูกกล่าวหา
ก่อนหน้านี้นัดตรวจพยานหลักฐาน ฝ่าย “ อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ” จำเลย ศาลฎีกาฯ อนุญาตให้นำพยานเข้าไต่สวน 42 ปาก จากบัญชีพยานที่ยื่นขอไต่สวนไว้ 43 ปาก ซึ่งพยาน 1 ปากที่ศาลยังไม่อนุญาตให้ไต่สวน คือ นางสดศรี สัตยธรรม อดีต กกต. ที่จำเลยอ้างว่า จะเบิกความเกี่ยวกับประเด็นนโยบายการเมืองที่หาเสียงในช่วงเลือกตั้งนั้น ศาลให้รอดูก่อนว่าเมื่อได้ทำการไต่สวนพยานแต่ละฝ่ายเสร็จสิ้นแล้ว พยานจำเลยปาก นางสดศรี นี้ ยังต้องให้ไต่สวนอีกหรือไม่
โดยศาลฎีกาฯ ให้ใช้เวลาไต่สวนพยาน 16 นัด เริ่มพยานจำเลยปากแรกวันที่ 1 เม.ย. ตั้งแต่ เวลา 09.30 น. เหมือนที่ให้เวลาอัยการโจทก์ เช่นกัน
จากนั้นไต่พยานอีกวันที่ 22 เม.ย. 59 , วันที่ 13 และ 18 พ.ค.59 , วันที่ 17 และ 24 มิ.ย.59 , วันที่ 8 และ 22 ก.ค.59 , วันที่ 5 และ 19 ส.ค.59 , วันที่ 9 และ 23 ก.ย.59 , วันที่ 7 และ 21 ต.ค.59 , วันที่ 4 พ.ย. และไต่สวนพยานนัดสุดท้ายวันที่ 18 พ.ย.59
ซึ่งพยาน ที่ฝ่าย “ อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ” จำเลย จะนำมาต่อสู้คดี นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความอดีตนายกฯ เคยเปิดรายชื่อพยานสำคัญ ที่นอกเหนือจากตัว อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์เอง
จะต้องขึ้นนั่งคอกพยานไต่สวนให้ศาลแล้ว ก็ยังมี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และอดีตรองนายกรัฐมนตรี รวมทั้ง อดีต รมว.คลัง , นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีตรองนายกฯ และอดีต รมว.พาณิชย์ , นายโอฬาร ไชยประวัติ อดีตประธานผู้แทนการค้าไทย และอดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายยรรยง พวงราช อดีต รมช.พาณิชย์ ยุครัฐบาลอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ , นายสัตวแพทย์ ชัย วัชรงค์ นักวิชาการสายพรรคเพื่อไทย ผู้ศึกษากลไกการตลาด ที่จะนำมาเป็นพยานเพื่อหักล้างเรื่องกลไกการตลาดข้าวและนายสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซี.พี.อินเตอร์เทรด จำกัด
หลังจากนี้ วันที่ 15 ม.ค.ไปจนถึง 18 พ.ย.59 เวลา 10 เดือน “ อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์” จำเลย จะต้องมาศาลร่วมกระบวนการไต่สวนพยานทุกนัดตั้งแต่วันแรก จนวันสุดท้าย ห้ามหนีหาย ไม่เช่นนั้นจะถูกศาลสั่งถอนประกัน และปรับเงินประกัน 30 ล้านบาท ที่จะต้องพ่วงการถูกออกหมายจับด้วย หากเบี้ยวนัดศาลแล้วพฤติการณ์ชี้ว่า หลบหนี เพราะในการประกันตัว ศาลกำหนดเงื่อนไขไว้ว่า ให้จำเลยมาศาลทุกนัด ซึ่งศาลห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะมีเหตุจำเป็นต้องเดินทางออกนอกประเทศให้มายื่น เพื่อขออนุญาตจากศาลเป็นครั้งๆ ไป
ขณะที่ 10 เดือนจากนี้ ทั้งฝ่ายอัยการสูงสุด – ฝ่าย “ อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ” จำเลย จะต้องขะมักเขม้น กับการเตรียมพยานบุคคลให้พร้อม นอกเหนือจากพยานเอกสารฝ่ายอัยการ 161 แฟ้มกว่า 60,000 แผ่น กับของฝ่ายจำเลย 61 แฟ้ม ที่ประกอบในสำนวนคดี เพื่อจะพิสูจน์ มหากาพย์โครงการรับจำนำข้าวว่า สุดท้ายแล้วใครจะต้องรับผิด....!!! กับความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อชาวนา และประเทศ หรือไม่ ...??
และตาม “ไทม์ไลน์ ” ที่มีการนัดไต่สวนพยานจำเลยนัดสุดท้ายวันที่ 18 พ.ย.ปีนี้ อีกทั้งตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาฯ พ.ศ. 2542 ระบุว่า องค์คณะผู้พิพากษาต้องมีคำพิพากษาภายใน 7 วัน นับแต่วันเสร็จการพิจารณา ถ้ามีเหตุสมควรเลื่อนอ่านคำพิพากษาได้ แต่ต้องไม่เกิน 14 วัน ดังนั้นคดีนี้น่าจะมีคำพิพากษาได้ในเดือนธันวาคมปีนี้ หรืออาจจะเป็นต้นปีหน้า หากมีการต้องเลื่อนนัดไต่สวนคดีออกไปจากที่นัดไว้เดิมซึ่งอาจเกิดจากการพยายามประวิงคดี แม้ว่าศาลจะพยายามอุดช่องโหว่นี้แล้วก็ตาม


