วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ถอดถอนรายวัน

กรธ.กำหนดหลักการการสิ้นสุดสมาชิกของส.ส.และส.ว.หากกระทำผิดต่อหน้าที่ โดยสมาชิกของแต่ละสภาจำนวน 1 ใน 10 สามารถยื่นเรื่องต่อประธานสภา

เข้าสู่วันที่ 4 ของการพิจารณารัฐธรรมนูญรายมาตรา นอกสถานที่ของกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ นำทีมโดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. ที่จ.เพชรบุรี ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ได้เริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่าง มีความชัดเจนในแต่ละมาตรา  

โดยขณะนี้เดินมาถึงในหมวดที่ 7 รัฐสภา โดยมีการกำหนดหลักการพื้นฐานเกี่ยวกับองค์ประกอบของรัฐสภา ซึ่งยังคงไว้ เป็น 2 สภาเช่นเดิม ประกอบด้วย วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร โดยประเด็นสำคัญก็มีหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่มา ลักษณะต้องห้าม อำนนาจหน้าที่ การประชุมร่วมของรัฐสภา หน้าที่และอำนาจของประธานและรองประธานรัฐสภา รวมถึงกำหนดหลักการเกี่ยวกับกระบวนการตราพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญและร่างพ.ร.บ.ต่างๆ  

ซึ่งที่ประชุมกรธ.นั้น ได้กำหนดหลักการเกี่ยวกับการสิ้นสุดสมาชิกของส.ส.และส.ว.หากกระทำผิดต่อหน้าที่ โดยสมาชิกของแต่ละสภาจำนวน 1 ใน 10 สามารถยื่นเรื่องต่อประธานสภาของตนเองเพื่อส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และหากศาลรัฐธรรมนูญรับเอาไว้ ส.ส.หรือส.ว. ที่ถูกกล่าวหาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที 

และหากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่า มีความผิดก็ให้พ้นจากตำแหน่งนับตั้งแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยเรื่องนี้อาจถือว่าสุ่มเสี่ยงในการยื่นเรื่องรายวันได้  เพราะหากมองไปที่วุฒิสภา ซึ่งมีจำนวน 200 คน และมีการเลือกกันเองจากกลุ่มอาชีพ 20 กลุ่ม จากทั้งระดับ อำเภอ จังหวัด และประเทศหากมีการรวมกลุ่มกัน หรือมีการกลั่นแกล้งกัน อาจจะทำให้การทำหน้าที่ขาดเสถียรภาพได้  

อย่าลืมว่า ในแต่ละกลุ่ม ส.ว.เอง จะมีการเลือกตัวสำรองไว้ จำนวนกว่า 10-20 คน เผื่อทำหน้าที่แทนสว.ที่พ้นจากตำแหน่งคิดดูแล้วคงวุ่นวาย   

สิ่งที่น่าสนใจอีกเรื่องคือการกำหนดเช่นนี้ไม่มีผลย้อนหลัง ถึงอดีตส.ว.ที่ผ่านมา จึงเปิดโอกาสให้อดีตส.ว. ในสม้ัยที่ผ่านๆมาสามารถหวนกลับมาลงสมัครได้ ถือว่าเป็นโอกาสทองของอดีต ซึ่งก็มีการตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มส.ว.บางกลุ่มกลับมาทำหน้าที่หรือไม่   

อีกเรื่องที่ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ ก็คือคุณสมบัติที่ระบุว่า ส.ว.ต้องมีความเป็นกลาง ไม่ตกอยู่ในอาณัติหรือฝักใฝ่พรรคการเมือง หากใครมีพฤติกรรมดังกล่าวก็อาจจะถูกยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาให้พ้นจากตำแหน่งได้ 

ซึ่งเรื่องนี้ ถือว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอีกเรื่องหนึ่ง เพราะไม่ได้ระบุ อย่างชัดเจน หรือเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า อะไรคือความเป็นกลางที่ระบุไว้ การไม่ฝักใฝ่พรรคการเมือง จะพิสูจน์ได้อย่างไร ว่าอะไรคือฝักใฝ่หรือไม่ฝักใฝ่ ยกตัวอย่างหากส.ว.ผู้นั้น เคยสังกัดพรรคการเมือง พรรคการเมืองหนึ่งมาก่อน จะถือว่าฝักใฝ่หรือไม่มีความเป็นกลางหรือไม่ เพราะหากจะใช้แค่ความเป็นสมาชิกพรรควัด ก็คงไม่ได้  ซึ่งเรื่องนี้เชื่อว่า อาจจะเป็นประเด็นสำคัญในการเข้าชื่อถอดถอน ที่อาจจะใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีฝ่ายตรงข้ามก็เป็นได้ 

นอกจากวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีจำนวนกว่า 500 และมีทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล กลุ่มเล็กกลุ่มน้อย ที่อาจใช้ช่องทางนี้ ในการเล่นการเมือง หรือจัดการพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม เพราะท้ายที่สุดเรื่องก็จบที่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถูกมองว่าเป็นคู่ขัดแย้งกับฝ่ายการเมืองบางฝ่ายอยู่แล้ว    ทำให้อาจจะเกิดคำถามตามมาว่าจะเป็นช่องทางในการทำลายล้างทางการเมืองหรือไม่ เพราะท้ายที่สุดเรื่องก็จบที่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถูกมองว่าเป็นคู่ขัดแย้งกับฝ่ายการเมืองบางฝ่ายอยู่แล้ว