กรธ.ยอมให้ส.ส.เป็นรมต.ได้ แต่ไม่ยกระดับมาตรการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของนักการเมือง ด้านโฆษกกรธ.ระบุส.ส.เป็นรมต.ต้องปฏิบัติตามกฎหมายฝ่ายบริหาร
นายนรชิต สิงหเสนี โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แถลงถึงผลการพิจารณาต่อประเด็นบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญมาตราที่เกี่ยวกับรัฐสภา คือ บทบัญญัติที่ใช้แก่สภาทั้งสอง และส่วนที่เกี่ยวข้องกับการขัดกันแห่งผลประโยชน์ โดยสาระสำคัญมีเนื้อหาที่ใกล้เคียงกับบทบัญญัติที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550แต่ทางกรธ. ได้ปรับถ้อยคำให้มีความกระชับและเข้าใจง่ายมากยิ่งขึ้น ส่วนประเด็นของบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการขัดกันแห่งผลประโยชน์นั้นยังคงสาระของบทบัญญัติที่เคยเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550แม้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะไม่ห้ามบุคคลที่มีดำรงตำแหน่งส.ส. ไปเป็นรัฐมนตรี แต่เนื่องด้วยการบริหารราชการที่รัฐมนตรีมีอำนาจต้องให้เป็นไปตามที่ระเบียบหรือกฎหมายให้อำนาจไว้ เช่น อำนาจการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการของรัฐมนตรีฐานะฝ่ายบริหารย่อมสามารถทำได้
อย่างไรก็ตามกรธ. ได้กำหนดบทบัญญัติเพิ่มเติมต่อประเด็นการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ คือ ส.ส. และส.ว. ต้องไม่กระทำการที่ทำให้ตนมีส่วนร่วมในการใช้เงินงบประมาณหรือให้ความเห็นชอบในการจัดทำโครงการใดของหน่วยงานของรัฐ เว้นแต่เป็นการดำเนินงานของรัฐสภา ซึ่งหมายถึงการแปรญัตติ โยกงบประมาณเพื่อประโยชน์ของตนเอง เป็นต้น
นายนรชิต กล่าวด้วยว่าสำหรับประเด็นของคุณสมบัติของรัฐมนตรี เบื้องต้นมีแนวทางที่คล้ายกับบทบัญญัติที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550แต่เพิ่มเติมประเด็น อาทิ มีความสุจริตเป็นที่ประจักษ์, ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นต้น อย่างไรก็ตามการหมวดว่าด้วยคณะรัฐมนตรีที่ประชุมยังไม่พิจารณารายละเอียด หากพิจารณาและได้ข้อสรุปจะแถลงอีกครั้ง





