สนช.รับหลักการร่างร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ...ที่ครม.เป็นผู้เสนอ ตั้งศาลคดีทุจริต
ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่ 1 เป็นประธาน ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ...ที่ครม.เป็นผู้เสนอ โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงหลักการและเหตุผลว่า ร่าง กฎหมายฉบับนี้ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูประเทศ (สปท.) เป็นผู้ริเริ่มและจัดทำร่างเสนอต่อ ครม. ซึ่งถือเป็นกฎหมายที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล จึงได้นำเข้าที่ประชุมครม.เพื่อเห็นชอบในหลักการ โดยถือเป็นนโยบายสำคัฐที่เร่งด่วน และเป็นวาระแห่งชาติ เนื่องจากการทุจริตและประพฤติมิชอบมีผลกระทบต่อเสถียรภาพความมั่นคงทางสังคม และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
ประกอบกับในระยะที่ผ่านมาได้ทวีความรุนแรง มีความซับซ้อน และก่อให้ความเสียหายต่อทรัพย์สินของแผ่นดินเป็นจำนวนมาก และจากการดำเนินนโยบายในการแก้ไขปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างจริงจัง ส่งผลให้มีคดีขึ้นสู่ศาลมากขึ้น บ่อยครั้งที่การดำเนินคดีเป็นไปอย่างล่าช้าทำให้มีผู้ได้รับประโยชน์ ดังนั้นจึงสมควรที่จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งเป็นศาลชำนัญพิเศษ มีผู้พิพากษาที่มีความชำนาญ มีประสบการณ์ในศาลไม่น้อยกว่า 10 ปี โดยผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดีจะสามาถพิจารณาคดีได้อย่างรวดเร็ว และอำนวยความยุติธรรมในคดีอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งการพิจารณาคดีเหล่านี้จะใช้ระบบไต่สวน มีแค่ 2 ศาลคือชั้นต้น และอุทธรณ์ และหากจำเลยหรือผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีคดีก็หยุดไว้ ไม่ขาดอายุความ จนกว่าจะได้ตัวมาคดีก็จะเดินหน้าต่อไปได้ รวมถึงการยึดทรัพย์สินด้วย ซึ่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ในกทม.จะมีการตั้งศาลกลาง และมีความเป็นไปได้ที่จะมีการตั้งศาลดังกล่าวในภูมิภาค โดยคาดว่าจะสามารถเปิดศาลนี้ได้ 1 ต.ค.นี้ อย่างไรก็ตามหลังจากนี้จะมีร่างกฎหมายฝาแฝดตามออกมา คือร่างพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อเป็นแนวทางการพิจาณาคดี
ต่อมาได้เปิดให้สมาชิกได้อภิปราย โดยส่วนใหญ่อภิปรายสนับสนุนร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว ซึ่งนายกล้านรงค์ จันทิก สนช. ได้ตั้งข้อสังเกตุถึงคำนิยามคำว่า”ทุจริต ประพฤติมิชอบ “อาจไม่ครอบคลุมการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐใช้สิทธิ์และอำนาจตาม ตำแหน่งหน้าที่ เช่น กรณีการเบิกค่าเช่าบ้าน ค่าล่วงเวลา ซึ่งความผิดเช่นนี้อาจเข้าฐานความผิดที่เกี่ยวกับการทุจริตประพฤติมิชอบ ซึ่งเห็นว่าควรจะคลอบคลุมสิ่งเหล่านี้ด้วย ขณะที่นายวิษณุ ชี้แจงว่า ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้มาจากสปท.ซึ่งรัฐบาลจะไม่มีการไปเปลี่ยนแปลงจะดูแค่ว่า ผิดรูปแบบหรือผิดหลักการ หรือขัดกับกฏหมายอื่นๆหรือไม่เท่านั้น
จึงหวังว่า สนช.จะช่วยนำไปปรับปรุงแก้ไขให้คลอบคลุมมากและมีความชัดเจนมายิ่งขึ้นเพราะ ผลที่จะได้จากพ.ร.บ.ฉบับนี้จะเป็นผลที่นำมาแสดงในอนาคตว่า กรรมสนองกรรม สนองรวดเร็ว จริงจังจริงๆๆ จากนั้นที่ประชุมได้ลงติวาระแรกรับหลักการด้วยคะแนน 174 เสียง ไม่เห็นด้วยไม่มี งดออกเสียง 5 เสียง และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯเพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้จำนวน 15 คน โดยในสัดส่วนของครม. 3 คน นั้นมีตัวแทนของสปท. 1 คน คือ นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ





