ทูตโปรตุเกส เข้าพบนายกฯ เห็นพ้องเตรียมเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างกัน กระชับความสัมพันธ์ทางการทหาร
นายฟรังซิชกู เด อัสซิช มูไรช์ เอ คูญา วาซ ปัตตู (H.E. Mr. Francisco de Assis Morais e Cunha Vaz Patto) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐโปรตุเกสประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในโอกาสเข้ารับหน้าที่
โดยพล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับเอกอัครราชทูตฯ ในโอกาสเข้ารับหน้าที่ โดยประเทศไทย และรัฐบาลพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยเอกอัครราชทูตฯ ได้กล่าวถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์พร้อมย้ำถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ โดยเมื่อปี พ.ศ. 2555 มีการจัดกิจกรรมฉลองความสัมพันธ์ครบรอบ 500 ปีที่สำคัญ ได้แก่ การมอบศาลาไทย โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เป็นประธานมอบให้แก่รัฐบาลโปรตุเกส โดยรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐโปรตุเกสประจำประเทศไทย ขณะที่นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวขอบคุณโปรตุเกสและเอกอัครราชทูตฯ ที่เข้าใจสถานการณ์การเมืองไทย และยังคงดำเนิน และรักษาปฏิสัมพันธ์กับไทย โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ โดยขณะนี้กำลังเดินหน้าตามแผนปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง ทั้งนี้ หลายประเทศมีความเข้าใจในสถานการณ์ในไทย
พล.ต.วีรชน กล่าวว่า ปัจจุบัน ไทยและโปรตุเกสมีความร่วมมือและความสัมพันธ์ระหว่างกันมากขึ้น ทั้งการลงทุนของบริษัทเอกชนในโปรตุเกส การเปิดสถานกงสุลกิตติมศักดิ์โปรตุเกสประจำ จ. เชียงใหม่ รวมทั้งความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและการศึกษา โดยทั้งสองฝ่ายหวังว่า ในอนาคตไทยและโปรตุเกสจะมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง รวมทั้งคณะนักธุรกิจมากขึ้น เพื่อรักษาพลวัตความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ ในด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีเล็งเห็นว่า การจัดคณะนักธุรกิจโปรตุเกสมาเยือนไทย จะทำให้เห็นถึงศักยภาพของไทยและภูมิภาค จากการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนในปีนี้ ซึ่งทำให้ตลาดการค้ามีขนาดใหญ่ ด้วยจำนวนประชากรมากถึง 600 ล้านคน นอกจากนี้รัฐบาลไทยยังมีนโยบาย Thailand plus one ที่นักลงทุนต่างชาติสามารถใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้งของไทย เป็นฐานการค้าเชื่อมโยงไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค
พล.ต.วีรชน กล่าวอีกว่า ด้านวัฒนธรรม ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ยาวนานกว่า 500 ปี ตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยให้มีมรดกทางวัฒนธรรมของโปรตุเกสในไทยมากมาย เช่น หมู่บ้านโปรตุเกสที่ จ. พระนครศรีอยุธยา ขนมทองหยิบ ทองหยอด เป็นต้น โดยทั้งสองฝ่ายพร้อมศึกษา เพื่อหาลู่ทางความร่วมมือกันในอนาคต เพื่อส่งเสริมกิจกรรมด้านวัฒนธรรมระหว่างกันให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น
ทั้งสองฝ่ายยินดีที่จะมีการลงนามความตกลงลงการสถาปนาความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่ากรุงเทพมหานครและกรุงลิสบอน ในช่วงที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเดินทางเยือนโปรตุเกสในเดือนมกราคม 2559 นี้ การลงนามครั้งนี้ จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ที่ยาวนานระหว่างเมืองหลวงของทั้งสองประเทศมากยิ่งขึ้น
พล.ต.วีรชน กล่าวด้วยว่า ในด้านการศึกษา ยินดีที่มหาวิทยาลัยทั้งสองประเทศมีความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการแลกเปลี่ยนนักวิชาการ นักศึกษา และนักวิจัย รวมถึงการทำวิจัยร่วมกัน
ด้านการท่องเที่ยวที่จำนวนนักท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศเพิ่มขึ้น โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวยืนยันว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเป็นอันดับต้น ๆ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้พิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างกัน
นอกจากนี้ ด้านความมั่นคง ไทยกับโปรตุเกสพร้อมกระชับความสัมพันธ์ทางการทหารระหว่างกันมากขึ้น โดยนายกรัฐมนตรีเล็งเห็นว่า โปรตุเกสมีกองทัพเรือที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งทั้งสองฝ่ายสามารถแลกเปลี่ยนกันได้
พลตรีวีรชน กล่าวด้วยว่า ในตอนท้าย เอกอัครราชทูตฯ กล่าวว่า จะทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มความสามารถ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นโดยรัฐบาลโปรตุเกสพร้อมให้ความช่วยเหลือนักลงทุนไทยและโปรตุเกสอย่างเต็มที่


