วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'วิเชียร พงศธร'ขอเข้าพบ'ไพบูลย์'เคลียร์ปมสสส.

"วิเชียร พงศธร" ขอเข้าพบ "พล.อ.ไพบูลย์" เคลียร์ปมสสส. ยันไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน แจงลาออกจากมูลนิธิที่ร่วมทุนสสส.ก่อนเป็นบอร์ด

จากกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)อาศัยอำนาจตามมาตรา44ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)2557ออกคำสั่งให้กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(บอร์ดสสส.) จำนวน7คน ประกอบด้วย นพ.วิชัย โชควิวัฒน ภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ นายสมพร ใช้บางยาง รศ.ประภาภัทร นิยม และนายวิเชียร พงศธร พ้นจากการเป็นกรรมการและการดำรงตำแหน่งในกองทุนดังกล่าว

ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 มกราคม ที่อาคารพรีเมียร์ คอร์ปอร์เรด ปาร์ค นายวิเชียร พงศธร ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อคนไทย แถลงข่าวชี้แจงว่า ตนไม่ทราบสาเหตุของคำสั่งดังกล่าว แต่จากข้อมูลที่ปรากฏตามรายงานและสื่อต่างๆว่าเป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน โดยมีการระบุถึงบางโครงการที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิเพื่อคนไทยและมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม ซึ่งตามระบบของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)นั้น ตัวบุคคลไม่มีอำนาจอนุมัติหรือสั่งการใดๆ และกฎระเบียบเดิมของสสส.ก็มีการกำหนดไว้ชัดเจนว่ากรรมการต้องไม่มีส่วนพิจารณาโครงการนั้นๆ

นายวิเชียร กล่าวอีกว่า ส่วนตัวเข้าไปเป็นกรรมการสสส.เพราะได้รับการทาบทามและได้รับการแต่งตั้งในวันที่ 7 สิงหาคม 2557 จึงได้ลาออกจากการเป็นกรรมการของมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม เพราะเห็นว่ามีบางโครงการของมูลนิธิที่รับทุนสนับสนุนจากสสส.และเป็นโครงการต่อเนื่อง 3 ปี จึงอาจไม่เหมาะสม ส่วนมูลนิธิเพื่อคนไทย ไม่ได้ลาออก เนื่องจากโครงการที่ดำเนินการเกิดขึ้นและเสร็จสิ้นไปก่อนที่ผมจะเข้าเป็นบอร์ดสสส.ไปแล้ว มี 2 โครงการ คือ โครงการคนไทยขอมือหน่อยครั้งที่ 1 ปี 2556 และต่างใจไทยเดียว ปี 2557 ซึ่งเงินที่ได้รับก่อนหน้านี้ก็เป็นลักษณะของการที่สสส.เข้ามาร่วมทุน ไม่ได้ให้ทุน เพราะโครงการเป็นการร่วมทุนของหลายๆภาคส่วนทั้งภาคประชาชน เอกชน ซึ่งเงินจากสสส.ก็เป็นเพียงการร่วมทุนส่วนน้อยเท่านั้น หลังจากตนเข้ามาเป็นบอร์ดก็ไม่มีโครงการของมูลนิธิได้รับเงินจากสสส.อีก และตั้งแต่ที่เข้าไปเป็นบอร์ดสสส.ไม่เคยรับผลตอบแทนใดๆเลย เพราะถือว่าทำงานเพื่อส่วนร่วมเป็นการอาสา

“ผมได้ขอนัดหมายเพื่อเข้าพบพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ(ศอตช.) ในการชี้แจงข้อมูลที่อาจจะคลาดเคลื่อน หลังจากนั้นท่านจะดำเนินการอย่างไรต่อไปก็เป็นดุลยพินิจของท่าน และที่ผ่านมาไม่ได้มีการพูดคุยกับกรรมการอีก 6 ท่าน ส่วนตัวไม่คิดว่าจะต้องมีการขับเคลื่อนอะไร เพราะความขัดแย้งในสังคมมีมากแล้ว อะไรที่ยังเข้าใจไม่ตรงกันก็พูดคุยทำความเข้าใจกันจะดีที่สุด”นายวิเชียรกล่าว

นายวิเชียร กล่าวอีกว่า การประชุมบอร์ดสสส.เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2558 เห็นชอบให้มีการแก้ไขระเบียบ โดยกำหนดให้บอร์ดสสส.ที่มีตำแหน่งในมูลนิธิหรือองค์กรต่างๆที่ได้รับงบประมาณจากสสส.ต้องตัดสินใจเลือกว่าจะดำรงตำแหน่งในส่วนใดเพียงตำแหน่งเดียวนั้น ตนก็ตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกไม่รับตำแหน่งในสสส. เพื่อทำหน้าที่เฉพาะประธานมูลนิธิเพื่อคนไทย เนื่องจากเห็นว่าแม้ไม่ได้มีตำแหน่งในสสส.ก็สามารถทำงานขับเคลื่อนเรื่องๆต่างๆเพื่อสังคมได้เหมือนกับที่ทำมาตลอดกว่า 20 ปี เพียงแต่จะยื่นลาออกหลังการประชุมบอร์ดสสส.ในวันที่ 15 มกราคม 2559

“ผลกระทบจากการที่มีคำสั่งให้พ้นจากบอร์ดสสส. ผมกังวลในเรื่องการยอมรับจากการทำงานกับคนจำนวนมากและทำงานที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านการทุจริต คอรัปชั่น ที่ต้องใช้ความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะงานที่ทำงานต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม”นายวิเชียรกล่าว

นายวิเชียร กล่าวด้วยว่า กลไกของสสส.นั้น แต่ละบุคคลจะมีอำนาจตัดสินใจและโน้มน้าวในเรื่องการอนุมัติโครงการต่างๆไม่น่าเป็นไปได้ เนื่องจากแต่ละแผนงานทำหน้าที่ตรวจสอบและมีผู้เชี่ยวชาญอิสระเป็นผู้อนุมัติก่อนที่จะถึงการพิจารณาของบอร์ด ทั้งหมดเป็นอำนาจหมู่คณะ แต่ละบุคคลไม่มีอำนาจ และในช่วงที่ตนเป็นบอร์ดสสส.ก็ได้เป็นประธานอนุกรรมการกำกับกิจการที่ดี มีการพัฒนาระบบธรรมาภิบาลของสสส. เช่น คู่มือจรรยาบรรณในการถือปฏิบัติ พัฒนาการเปิดเผยข้อมูลออนไลน์เกี่ยวกับโครงการ ผู้ได้รับทุน ความคืบหน้า และดำเนินการที่ไหน เป็นต้น เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการทำงานของสสส.ได้ง่ายขึ้น และตั้งคณะบุคคลที่เป็นกรรมการอิสระเข้ามาตรวจสอบสสส.

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มี 1 ใน 7 บอร์ดสสส.ระบุว่ามีขบวนการล้มสสส.โดยมีธุรกิจเหล้า บุหรี่อยู่เบื้องหลัง นายวิเชียร กล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่มีข้อมูล เรื่องอะไรที่ไม่มีหลักฐานและข้อมูลต้องระวังและเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ