วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ขสช.แถลง5ข้อ จี้ยกเลิกคำสั่งปลด7บอร์ดสสส.

ขสช.ออกแถลงการณ์ 5 ข้อกดดันรัฐบาล-สสส. จี้ยกเลิกคำสั่งปลด7บอร์ด-หยุดไล่เบี้ยเก็บภาษี-ปลดล็อคงบฯโครงการ ขีดเส้น 15 ม.ค.58ต้องรู้เรื่อง

จากกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)อาศัยอำนาจตามมาตรา44ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)2557ออกคำสั่งให้กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ จำนวน7คน ประกอบด้วย นพ.วิชัย โชควิวัฒน ภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ นายสมพร ใช้บางยาง รศ.ประภาภัทร นิยม และนายวิเชียร พงศธร พ้นจากการเป็นกรรมการและการดำรงตำแหน่งในกองทุนดังกล่าวและขบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชน (Thai Health Promotion Movement)ออกมาคัดค้านคำสั่งคสช.นั้น

 ล่าสุด เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 11 มกราคม ที่อาคารคริสตจักรแห่งประเทศไทย ขบวนการส่งเสริมสุขภาพภาคประชาชน(ขสช.)ซึ่งเป็นการรวมตัวของ 20 เครือข่าย อาทิ ชมรมแพทย์ชนบท เครือข่ายผู้บริโภค เครือข่ายเด็กเยาวชนและครอบครัว เครือข่ายงดเหล้าและบุหรี่ เครือข่ายแรงงานนอกระบบ เครือข่ายชาติพันธุ์และผู้มีปัญหาสถานะ เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ และเครือข่ายสลัมสี่ภาค เป็นต้น ประมาณ 200-300 คน มีการหารือร่วมกันเกี่ยวกับปัญหาที่เชื่อมโยงกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ก่อนออกแถลงการณ์ขสช.กรณีการบอนไซขบวนการภาคประชาชนด้วยการปลดบอร์ด สสส. การระงับการอนุมัติและงบประมาณการดำเนินงานโครงการ และการใช้มาตรการภาษีคุกคามองค์กรภาคประชาสังคมโดยไม่ชอบธรรมจำนวน 5 ข้อ

นายธีระ วัชรปราณี ผู้จัดการเครือข่ายองค์กรงดหล้า เป็นตัวแทนอ่านแถลงการณ์ว่า 1.ขสช.เห็นว่าการปลดบอร์ดสสส.ทั้ง 7 คน เป็นไปโดยไม่ชอบธรรมเนื่องจากไม่พบการทุจริต ขอให้ยกเลิกการสั่งที่ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากการเป็นกรรมการและการดำรงตำแหน่งในกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อให้สามารถกลับเข้ามาปฏิบัติงานได้หลังการตรวจสอบเสร็จสิ้น และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใหม่ต้องเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ ซื่อสัตย์ สุจริตและมีผลงานที่ประจักษ์ในด้านต่างๆ โดยต้องมีคุณสมบุติไม่ด้อยกว่ากรรมการ 7 คนเดิม รวมถึง ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจด้านแอลกอฮอล์ บุหรี่ อาหาร หรือผลิตภัณฑ์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ อีกทั้งต้องไม่มีความสัมพันธ์ หรือทัศนคติในทิศทางที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปฏิรูประบบสุขภาพที่มุ่งสร้างความเท่าเทียมเป็นเป็นธรรมด้านสุขภาพ นอกจากนี้ จะติดตามความคืบหน้าการประชุมของคบอร์ดสสส.ในวันที่ 15 มกราคม 2559 หากไม่มีการดำเนินตามข้อเรียกร้องจะมีการเคลื่อนไหวใหญ่ทั่วประเทศ

2.กรณีการระงับการจ่ายงบประมาณดำเนินการและไม่อนุมัติโครงการที่มีงบประมาณเกิน 5 ล้านบาท ซึ่งโครงการที่ได้ลงนามในความตกลงร่วมปฏิบัติงานร่วมกับ สสส.แล้วมีจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น1,953ล้านบาท เป็นโครงการที่งบประมาณเกิน 5 ล้านบาท จำนวน 515 โครงการ รวมงบประมาณ 1,643 ล้านบาท มีผู้ปฏิบัติงานในองค์กรต่างๆที่ได้รับผลกระทบประมาณ 5,200 คน ในจำนวนนี้มีมากกว่า 3,400 คนที่ขาดงบประมาณดำเนินการและค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนานเกิน 3 เดือน ดังนั้น หากโครงการยังถูกแช่แข็ง ไม่จ่ายเงินตามงวดความตกลง ขสช.จะดำเนินการยื่นฟ้องสสส.ต่อศาลปกครอง 3.กรณีผู้มีอำนาจสั่งการให้มีการไล่เบี้ยเก็บภาษีมูลนิธิและและองค์กรต่างๆที่ร่วมปฏิบัติงานกับสสส. โดยขสช.จะร่วมมือกันฟ้องร้องเพื่อยกเลิกประกาศกรมสรรพากรเกี่ยวกับเรื่องนี้ และบอร์ดสสส.ต้องยื่นให้คณะกรรมการตีความเรื่องข้อตกลงการปฏิบัติงานระหว่างภาคีและสสส.ไม่ใช่การรับจ้างทำของแต่เป็นการดำเนินงานเพื่อสาธารณประโยชน์

น.ส.จิตติมา ภาณุเตชะ ผู้ประสานงานเครือข่ายสุขภาวะทางเพศ กล่าวว่า 4.การปฏิรูปสสส.เพิ่มการสนับสนุนโครงการแก่องค์กรและประชาชนเพื่อสร้างความเท่าเทียมในระบบสุขภาพ เพิ่มสัดส่วนคณะกรรมการและกรรมการระดับต่างๆให้มีผู้ที่มีผลงานและประสบการณ์เกี่ยวกับการพัฒนาด้านต่างเข้ามามีบทบาทในสสส.ให้เพิ่มมากขึ้นไม่ให้จำกัดเฉพาะกลุ่มเดิม สนับสนุนให้ออกระเบียบใหม่ที่ป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนของคณะกรรมการและผู้ได้ประโยชน์จากการรับทุนอย่างเข้มงวด กระจายระบบการสนับสนุนทุนให้มีการตัดสินใจในระดับภูมิภาค และประเมินผลการดำเนินงานของสสส. และการประเมินการทำงานของผู้บริหารของสสส.โดยโปร่งใสและมีส่วนร่วมโดยภาคีให้มากขึ้น และ5. กรณีโครงการประชารัฐขสช.จะติดตามการดำเนินการโครงการประชารัฐในส่วนที่ขอรับทุนสนับสนุนจากสสส. โดยเฉพาะกรณีที่มีคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องมาจากกลุ่มธุรกิจด้าน การเกษตร/อาหาร และธุรกิจแอลกอฮอล์ ร่วมด้วยว่า ได้ดำเนินไปเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ สสส. หรือเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุน

ด้านโกเมศ ทองบุญชู ผู้ประสานงานเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนน่าอยู่ กล่าวว่า การปลด 7 บอร์ดสสส.ไม่ได้บอกว่ามีการทุจริต จึงคิดว่าเป็นบันไดก้าวแรกที่จะเข้าไปปรับเปลี่ยนโครงสร้างสสส. เพราะฉะนั้น ควรยกเลิกคำสั่งดังกล่าว

นายมนัส โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หากไม่มีการทบทวนมาตรา 44 ก่อนวันที่ 15 มกราคม 2559 ซึ่งจะมีการประชุมบอร์ดสสส. เครือข่ายฯจะเข้าไปพบนายกรัฐมนตรี อธิบดีกรมสรรพากรและผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ส่วนกรณีการระงับงบประมาณโครงการฯควรระงับเฉพาะที่มีการทุจริตไม่ใช่เหมารวมทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวถามว่าผู้ทำงานภาคประชาสังคมที่มีความสามารถจำนวนมาก สามารถเข้ามาเป็นบอร์ดสสส.แทน 7 คนที่ถูกต้องปลดได้ น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล ผู้ประสานงานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน(FTA watch) กล่าวว่า ยืนยันว่าการเคลื่อนไหวของขสช.ไม่ได้ยึดติดกับบอร์ดสสส.7คนที่ถูกปลด แต่เห็นว่าคำสั่งปลดดังกล่าวไม่ถูกต้อง เพราะไม่ได้มีการระบุว่ามีการทุจริตหรือผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างไร ขสช.จึงขอให้มีการตรวจสอบ 7 บอร์ดสสส.โดยเร็ว หากไม่พบว่ามีการกระทำความผิดต้องคืนตำแหน่งให้ ส่วนถ้า7 คนประสงค์ไม่อยู่ต่อไปเพื่อความบริสุทธิ์ใจก็เป็นสิทธิ

“ยืนยันว่าขบวนการฯของพวกเราไม่มีพี่ใหญ่ที่จะมาคุมได้ เพราะฉะนั้น ใครที่ไปอ้างกับนากยรัฐมนตรีว่าจะสามารถเคลียร์ได้ขอบอกว่าไม่เป็นความจริง”น.ส.กรรณิการ์กล่าว

นายวิวัฒน์ ตามี่ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาประชาชนบนพื้นที่สูง กล่าวว่า การที่กรมสรรพากรออกประกาศให้องค์กรที่รับทุนจากสสส.ต้องเสียภาษีย้อนหลัง 5 ปี รวมแล้วเป็นเงินกว่า 800 ล้านบาท คงจะไม่มีองค์กรใด้มีเงินมากมายมาเสียเพราะเงินที่ได้รับได้ดำเนินการไปกับกิจกรรมเพื่อสาธาณประโยชน์หมดแล้ว อย่างไรก็ตาม หากท้ายที่สุดมีการระบุว่าต้องจ่ายภาษี ควรมีการตั้งกองทุนเยียวยาขึ้น

ต่อข้อถามถึงการฟ้องสสส.ต่อศาลปกครองกรณีการแช่แข็งโครงการที่ได้รับทุนจะดำเนินการเมื่อไหร่ นายวีรพงษ์ เกรียงสินยศ ผู้ประสานงานขสช. กล่าวว่า หวังว่าการประชุมบอร์ดสสส.ในวันที่ 15 มกราคม 2559 จะมีการคลี่คลายเรื่องการแช่แข็งงบฯด้วย เพราะแม้จะมีการระบุว่ามีการปลดล็อคให้สามารถเบิกจ่ายงบให้กับโครงการที่เกิน 5 ล้านบาทแล้ว แต่ก็ยังเป็นเพียงการพูดลอยๆ ต้องทำเป็นหนังสือยืนยันที่เป็นทางการออกมาก่อน และหากไม่มีความชัดเจนเรื่องต่างๆตามข้อเรียกร้อง ขสช.จะมีการหารือเพื่อกำหนดท่าทีการเคลื่อนไหวอีกครั้ง