"ไพบูลย์"ย้อนกลับ"น.พ.อวิชัย"ให้รับผิดชอบคำพูด เคารพกติกา ยันไม่เห็นด้วย"เรืองไกร" เสนอยุบสสส. แจงมีหลายโครงการเป็นประโยชน์
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ออกมาระบุว่าจะส่งจดหมายยื่นข้อเสนอให้รมว.ยธ.ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ(ศอตช.)พิจารณายุบหรือยกเลิกสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส. )ว่า ไม่เข้าใจว่ายุบในความหมายของนายเรืองไกร คืออะไร
แต่ต้องยอมรับว่ามีหลายโครงการของสสส.ที่ทำแล้วเกิดประโยชน์.ถ้าเสนอให้ยุบโดยไม่ให้มี สสส. ณ เวลานี้ตนก็ไม่เห็นด้วย เพราะที่ผ่านมา สสส.มีโครงการที่ดีมีประโยชน์หลายโครงการ ซึ่งควรจะมีการจัดระบบใหม่เพื่อให้สังคมปราศจากความเคลือบแคลงและหายสงสัย ไม่ใช่เรื่องแปลกหากเราทำเพื่อความบริสุทธิ์ใจ เพราะการจัดระบบสามารถทำได้ ถ้าปล่อยไว้ให้เคลือบแคลงก็จะมีปัญหาไม่จบไม่สิ้น ถือเป็นคนละเรื่องกับการปลดย้ายบอร์ด สสส.ตามคำสั่งม.44
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวถึง กรณีของนพ.วิชัย โชควิวัฒน์ อดีตกรรมการกองทุนสสส.ที่ถูกย้ายจะไม่เข้าร้องขอความเป็นธรรมกรณีที่ถูกปลดว่า การกำหนดรายชื่อตามมาตรา44แม้จะเสนอไปแล้วแต่โดยหลักการผู้ที่ถูกย้ายก็สามารถยื่นร้องขอความเป็นธรรมได้เสมอ บางคนแม้จะออกคำสั่งไปแล้วแต่เมื่อนำหลักฐานมาพิสูจน์หรือมีข้อมูลใหม่ที่ตรวจสอบได้ ทางศอตช.ก็ออกคำสั่งถอนให้. การใช้คำสั่งนี้เพื่อเป็นมาตรการระงับยับยั้ง ไม่ใช่เป็นคำสั่งเบ็ดเสร็จเหมือนคำสั่งศาลยุติธรรม การจะเข้ามาร้องขอความเป็นธรรมหรือไม่ถือเป็นสิทธิ์ของเขา. แต่อยากขอให้เคารพในกติกาของศอตช.ด้วย เพราะการประกาศรายชื่อที่โยกย้ายตามคำสั่ง ม.44มีมาแล้ว2ล็อต ก่อนคำสั่งปลดบอร์ดสสส.ซึ่งเป็นล็อตที่3ก็มีกติกาชัดเจนว่ารายชื่อที่ถูกโยกย้ายไม่ได้ระบุว่าเป็นความผิดเด็ดขาด หากชี้แจงได้ก็สามารถคืนตำแหน่งได้
"เราใช้มาตรการนี้เพื่อยับยั้งยังไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมาตรการทางปกครองถ้าพิสูจน์ได้ก็กลับสู่ตำแหน่งเดิม ถ้าเขาไม่ขอใช้สิทธิก็ต้องเคารพกติกา ถ้าท่านอยากให้เคารพกติกาก็ต้องเคารพกติกาของผมด้วย เพราะนั่นคือสิ่งที่สังคมต้องการ และการที่ไปกล่าวเรื่องคนโน้นคนนี้มีปัญหา ท่านก็ต้องเคารพคำพูดของท่านด้วยว่าพูดแล้วเกิดความเสียหายกับคนอื่นและองค์กรอื่นหรือไม่ ถ้าไม่เคารพกติกาก็จะเกิดผลเสียได้ ส่วนการดำเนินการในทางอาญาจะมีหรือไม่ขึ้นอยู่กับสำนักการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.).และคตร.ซึ่งไม่ได้อยู่ในกำกับดูแลของอตช.เพียงแต่ทำงานร่วมกันเพื่อนำไปสู่การออกคำสั่งมาตรา44ถ้าทั้ง2หน่วยงานเรียกให้ข้อมูลก็คงต้องมา"พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว





