รายงานสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนล่าสุด ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ชี้ให้เห็นการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุยังเป็นปัญหาสำคัญ ทุกๆ 25 วินาที
ในทุกๆ 25 วินาที จะมีคนเสียชีวิต 1 คน หรือปีละ 1.25 ล้านคน โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนที่อายุ 15-19 ปี ที่อุบัติเหตุทางถนนเป็นสาเหตุการตาย อันดับ 1 มากกว่าสาเหตุอื่นๆ ทุกประเภท
ประเทศไทย WHO ได้ประมาณการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ไว้สูงถึง 24,237 คน หรือคิดเป็น 36.2 คนต่อประชากรแสนคน สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากประเทศลิเบีย และเป็นอันดับ 1 ของประเทศที่มีคนตายจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์มากที่สุด
ซึ่งตัวเลขการตายที่คาดประมาณ พบว่าใกล้เคียงกับำข้อมูล 3 ฐาน คือ จากบริษัทประกันภัย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ ใบมรณบัตร มาเชื่อมโยงกัน โดยพบว่า ปี 2554 มีผู้เสียชีวิต 23,787 คน และเมื่อนำข้อมูลใบมรณบัตรระหว่างปี 2554-2557 มาวิเคราะห์ก็จะพบว่า กลุ่มเยาวชน อายุ 15-19 ปี เป็นกลุ่มที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงสุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอายุอื่น เฉลี่ยปีละ 1,688 ราย โดยมีสาเหตุหลักมาจาก “อุบัติเหตุรถจักรยานยนต์”
นพ.ธนะพงศ์ จินวงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน บอกว่า 7 วันอันตราย ช่วงเทศกาลปีใหม่ที่เพิ่งผ่านไปนี้ ตัวเลขความสูญเสียจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเยาวชนไม่ต่างจากปีที่ผ่านมาเท่าใดนัก โดย 1 ใน 4 ของผู้ที่บาดเจ็บและเสียชีวิตยังเป็นเยาวชนที่มีอายุน้อยกว่า 20 ปี หรือเมื่อดูลึกลงไปอีก ก็จะพบว่า มีเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี อยู่ถึง 12-13% ของยอดอุบัติเหตุทั้งหมด แน่นอนว่า อุบัติเหตุส่วนใหญ่นั้นเกิดจากมอเตอร์ไซค์ ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ หรือซ้อนท้าย เพื่อนหรือผู้ปกครอง
นพ.ธนะวงศ์ บอกว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะประเทศไทยให้ความสำคัญในเรื่องการเรียนรู้ การเตรียมความพร้อมให้กับเด็กในเรื่องในใช้รถใช้ถนนในระดับที่ต่ำมาก ประเทศไทยปล่อยให้เด็กคุ้นชินกับความเสี่ยงในเรื่องการใช้รถใช้ถนนจนกลายเป็นเรื่องปกติ เด็กที่อายุยังน้อย ที่เมื่อซ้อนมอเตอร์ไซค์ขาจะไม่ถึงพื้น ทำให้ประคองตัวบนมอเตอร์ไซค์ไม่ได้ ความปลอดภัยเดียวที่มีคือเกาะเอวผู้ปกครอง หรือผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ไว้ให้แน่น แต่เด็กในวัยนี้ส่วนใหญ่จะมีเป้ มีกระเป๋าหนัก ไปโรงเรียนตอนเช้าก็ไม่รู้จะง่วงหรือไม่ หนำซ้ำ บางรายยังไม่สวมหมวกกันน็อคอีก โอกาสเกิดอุบัติเหตุจึงมีอยู่สูง ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน บอกว่า เด็กเหล่านี้ เมื่อโตขึ้นมาจึงไม่แปลกที่พวกเขาจะไม่ได้รู้สึกว่า มอเตอร์ไซต์นั้นมันมีอันตราย ไม่ได้รู้สึกว่า การไม่สวมหมวกกันน็อค ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เพราะไม่เคยได้รับการปลูกฝังมาก่อน
อยางไรก็ตาม นพ.ธนะวงศ์ บอกว่า ยังไม่สายที่จะหันมาหาทางแก้ปัญหานี้ร่วมกัน เพื่อลดการสูญเสียในอนาคตข้างหน้า โดยทุกฝ่ายต้องช่วยกัน โดยเฉพาะโรงเรียน จะต้องเพิ่มเวลาเรียนรู้ในเรื่องนี้ให้แก่เด็ก แต่ไม่ใช่ให้ไปท่องเป็นนกแก้วนกขุนทอง แต่ต้องให้เด็กเรียนรู็แบบมีส่วนร่วมให้มาทดลอง หรือให้ร่วมกับเพื่อนรณรงค์การป้องกันอุบัติเหตุ การสวมหมวกนิรภัย
ในส่วนของครูเอง ก็ต้องจัดหาสื่อการเรียนรู้ หาบทความที่น่าสนใจ เพื่อกระตุ้นให้เด็กสนใจและมองเห็นภัยใกล้ตัวที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ โดยใช้ช่วงเวลา ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ที่กระทรวงศึกษาทำโครงการนำร่อง 3,500 โรงเรียนนี้ก็จะเป็นจังหวะที่ดี
นพ.ธนะวงศ์ กล่าวว่า ที่สำคัญก็คือ เด็กจะต้องได้รับการเรียนรู้ด้วยว่า หากไม่เห็นอัยตรายจากการละเลยหมวกกันน็อค หรือกฎจราจรแล้ว หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นแล้ว ไม่ใช่เพียงแค่เด็กเท่านั้นที่น็อค หากแต่ครอบครัวก็น็อคตามไปด้วย เพราะพ่อ แม่ ก็ต้องลาออกจากงานเพื่อมาดูแลเจ้าชายนิทรา ซึ่งนับเป็นความสูญเสียที่ประเมินคาไม่ได้
ข้อมูลจากรายงานสถานการณ์การบาดเจ็บรุนแรงและเสียชีวิตจากสาเหตุภายนอก กรมควบคุมโรค ปี 2548-2553 ระบุว่า เด็กไทยเริ่มขับขี่รถจักรยานยนต์ตั้งแต่อายุ 12 ปี ขึ้นไป ซึ่งตามกฏหมาย ผู้ที่สามารถขับขี่รถจักรยานยนต์ได้ต้องมีอายุ 15 ปีขึ้นไป มีใบอนุญาตขับขี่ และมีข้อบังคับว่าช่วงอายุ 15-18 ปี สามารถขับขี่รถจักรยานยนต์ที่เครื่องยนต์มีขนาดไม่เกิน 110 ซีซีเท่านั้น





