วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ส่อง 'วันแม็พ' วัดฝีมือรัฐบาลประยุทธ์ แก้ปัญหารุกป่า

เปิดแผน "วันแม็พ" วัดฝีมือรัฐบาลประยุทธ์ แก้รุกป่าทำได้จริงแค่ไหน

พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยตกผลึกร่วมกันว่า แผนที่ประเทศไทยตามกฎหมายแนบท้ายของแต่ละหน่วยงาน เป็นต้นตอของปัญหา "บุกรุกป่า" และเป็นช่องว่างทำให้ข้าราชการทุจริตต่อหน้าที่ออกเอกสารสิทธิทับป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติ เมื่อหน่วยงานหนึ่งหน่วยงานใดเข้าไปตรวจสอบดำเนินคดีบุกรุกป่า ก็กลายเป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานรัฐ โดยมีประเทศและประชาชนเป็นผู้เสียผลประโยชน์

ที่ผ่านมา เคยมีความพยายามแก้ปัญหาการทับซ้อนของแผนที่มาแล้วไม่น้อยกว่า 1-2 ครั้ง แต่ความพยายามถูกเก็บลงหีบ หน่วยราชการที่ถือแผนที่แนบท้ายต่างไม่ยอมให้กัน กลัวจะเสียเปรียบ กลัวเสียอาณาจักร

อีกเหตุผลหนึ่งอาจมาจากนักการเมืองและข้าราชการระดับสูงเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากการบุกรุกถือครองผืนป่าและที่ดินสาธารณประโยชน์ จนต้องหรี่ตามองสภาพปัญหา

สภาพปัญหาถูกตอกย้ำจากปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าลงตรวจพื้นที่ภาคอีสาน พบผืนป่าปากช่องเขาใหญ่ ถูกบุกรุกครอบครองนับแสนไร่ ทั้งกรณีสนามแข่งรถโบนันซ่า คีรีมายารีสอร์ท และเกือบทุกอำเภอใน จ.เพชรบูรณ์ ที่ถูกบุกรุกยับเยินแทบทั้งจังหวัด โดยผู้บุกรุกไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย

ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าเป็นเพียงไฟไหม้ฟาง เกิดขึ้นตามฤดูเอาคืนกันทางการเมือง จึงต้องพอกันทีกับเหตุการณ์ที่ว่า เมื่อพรรคการเมืองที่มีฐานเสียงในภาคกลาง อีสาน เหนือ คุมอำนาจก็ไล่ตรวจสอบการบุกรุกป่าในภาคใต้ เมื่อพรรคการเมืองในภาคใต้เข้ามาควบคุมกลไกบริหารก็ไล่เช็กบิล ตรวจสอบการบุกรุกในภาคเหนือ ภาคอีสาน ได้ฤกษ์ ทุบโต๊ะ บูรณาการทุกหน่วยงานให้ยกเลิกแผนที่แนบท้ายกฎหมายของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นอัตราส่วน 1:50,000 1:100,000 1:120,000 หรือ 1:150,000 โดยทุกหน่วยงานต้องยึดแผนที่ 1:4,000 ของกระทรวงทรัพยากรฯ เป็นหลัก (วันแม็พ) ฉบับเดียว

พร้อมกันนี้ “บิ๊กต๊อก” ยังได้ตั้งคณะอนุกรรมการ 4 ฝ่าย ขึ้นทำงาน ประกอบด้วย คณะอนุกรรมการด้านเทคนิค คณะอนุกรรมการประจำภาค คณะอนุกรรมการประจำจังหวัด และคณะอนุกรรมการติดตามการขับเคลื่อนนโยบาย

ล่าสุด จากการประชุมคณะกรรมการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐบาลแบบบูรณาการมาตราส่วน 1:4000 (วันแม็พ) คณะอนุกรรมการด้านเทคนิคได้กำหนดหลักเกณฑ์ออกมาแล้ว 13 ข้อ สอดรับกับพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับที่ดินทั้งหมด เรียงลำดับก่อนหลัง โดยยึดผลประโยชน์ของรัฐเป็นหลักด้วย ประกอบด้วย

1.ป่าสงวนแห่งชาติที่ทับซ้อนกับป่าไม้ถาวร กำหนดให้ใช้แนวเขตป่าสงวนแห่งชาติที่มีการประกาศตามกฎหมายเป็นหลัก

2.ป่าสงวนแห่งชาติที่ทับซ้อนกับอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ให้ใช้แนวเขตอุทยานฯ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเป็นหลัก

3.ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าคุ้มครอง และพื้นที่ในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้นอกเขตป่าสงวนฯ ที่มีแนวเขตชัดเจนทับซ้อน เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ให้ใช้แนวเขตตามกฎหมายของแต่ละหน่วยงาน

4.ป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่าที่ทับซ้อนกับป่าชายเลน ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ใช้แนวเขตป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเป็นหลัก ส่วนกรณีแนวเขตป่าชายเลนที่อยู่นอกแนวเขตพื้นที่ป่าข้างต้นให้ใช้แนวเขตป่าชายเลน

5.ป่าสงวนแห่งชาติที่ทับซ้อนกับเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.) ให้ใช้แนวเขตตามพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวเขตปฏิรูปที่ดินทั้งตำบล อำเภอ ให้ใช้แนวเขตปฏิรูปที่ดินตามแผนที่ที่กรมป่าไม้ส่งมอบพื้นที่ป่าสงวนป่าแห่งชาติให้ ส.ป.ก. รวมทั้งพื้นที่ที่ ส.ป.ก.กันคืน (อาร์เอฟ) ตามบันทึกข้อตกลง เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2538 ทั้งนี้ ให้นำแนวเขตที่ได้ข้อยุติจากคณะทำงานการแก้ไขปัญหาการทับซ้อนของพื้นที่ป่าไม้และเขตปฏิรูปที่ดินระดับจังหวัดและกระทรวงมาประกอบการพิจารณาด้วย

6.กรณีกรมป่าไม้ส่งมอบพื้นที่ให้ ส.ป.ก.ซึ่งได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน ก่อนการกำหนดให้เป็นเขตอุทยานฯ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ให้ใช้แนวเขตปฏิรูปที่ดินเป็นหลัก เว้นแต่เป็นพื้นที่ที่ไม่สมบูรณ์ เป็นพื้นที่ที่ดินตามมติ ครม.วันที่ 1 มีนาคม 2537 ให้ใช้แนวเขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า เป็นหลัก

7.อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ที่อยู่นอกเขตป่าสงวนแห่งชาติที่ทับซ้อนกับนิคมสร้างตนเองหรือนิคมสหกรณ์ที่มีแนวเขตตามกฎหมายบังคับก่อนการกำหนดแนวเขตป่าไม้ข้างต้นให้ใช้เขตนิคมสร้างตนเองหรือเขตนิคมสหกรณ์ที่ไม่มีสภาพป่าเป็นหลัก นอกจากนี้ ให้ใช้ผลการอ่านแปลภาพถ่ายทางอากาศ พ.ศ.2557-2558 ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาประกอบด้วย

8.กรณีแนวเขตนิคมสร้างตนเองและสหกรณ์ทับซ้อนแนวเขตปฏิรูปที่ดินให้ยึดตามแนวเขตที่ประกาศเป็นกฎหมายก่อนเป็นหลัก

9.ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าคุ้มครอง และพื้นที่นอกเขตป่าสงวนแห่งชาติที่มีลักษณะคาบเกี่ยวหรือมีเจตนาให้มีแนวเขตเดียวกันให้ใช้แนวเขตที่ราชพัสดุ

10.พื้นที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ที่อยู่นอกเขตป่าสงวนแห่งชาติที่ทับซ้อนกับที่สาธารณประโยชน์ที่มีการออกหนังสือสำคัญ สำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ไว้แล้ว ให้ใช้แนวเขต น.ส.ล.ที่มีพื้นที่ใหญ่กว่าเป็นหลัก

11.แนวเขตที่ดินของรัฐ ที่มีการกำหนดโดยใช้แนวธรรมชาติ หรือแนวเขตตามสิ่งก่อสร้างให้ใช้แนวธรรมชาติหรือสิ่งก่อสร้างที่ปรากฏลวดลายในแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศหรือภาพถ่ายดาวเทียม ปีที่กำหนดแนวเขต หรือให้ใช้แผนที่ภาพถ่ายฯ ครั้งแรกภายหลังจากการกำหนดแนวเขต

12.กรณีที่มีหน่วยงานของรัฐไม่สามารถหาข้อยุติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ได้ให้สรุปเรื่องราวพร้อมรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอคณะอนุกรรมการระดับจังหวัด หรือ กทม. สรุปเรื่องพร้อมรายละเอียดส่งต่อคณะอนุกรรมการระดับภาคพิจารณาต่อไป

13.ให้คณะอนุกรรมการระดับจังหวัดรวบรวมข้อมูลระวาง แผนที่ของกรมที่ดินที่มีการรับร้องแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าไม้ถาวร ป่าชายเลน อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ไว้เป็นข้อมูลเบื้องต้น สำหรับใช้ในการดำเนินการภายหลัง

เมื่อได้หลักเกณฑ์ครอบคลุม 13 ข้อ จะเสนอให้คณะรัฐมนตรีรับทราบหลักเกณฑ์ หลังจากนั้น ประมาณเดือนมิถุนายน 2559 จนถึงเดือนกันยายน 2560 จะเข้าสู่โหมดของการลงพื้นที่ในแต่ละจังหวัด เพื่อขีดเส้นแผนที่

ก่อนเริ่มปฏิบัติการมีแผนให้นายกฯ เชิญผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นเบอร์ 1 ของทุกจังหวัดจากทั่วประเทศมาประชุมทำความเข้าใจให้ตรงกันว่า ทำไมต้องแก้ไขแผนที่ให้เป็นวันแม็พ (One Map) หากคงสภาพแผนที่ที่ไม่เรียบร้อย มีสภาพขัดกันเองระหว่างหน่วยงานของรัฐไว้ ต่อไปประชาชนจะยึดถือแผนที่ฉบับใด การแก้ไขรอบนี้ เป้าหมายคือ การเพิ่มพื้นที่ป่าให้ประเทศเป็น 40% เนื่องจากข้อมูลจากการสำรวจ

ล่าสุดพบว่า มีพื้นที่ป่าเหลือเพียง 102,120,417.98 ไร่ หรือ ร้อยละ 31.57 ของพื้นที่ประเทศไทยเท่านั้น โดยพื้นที่ป่าลดลงจากปี 2551 กว่า 6 ล้านไร่ เฉลี่ยป่าไม้ลดลงปีละกว่า 1 ล้านไร่ ถือว่าอยู่ในขั้นวิกฤติ

ในส่วนของคณะอนุกรรมการเทคนิคจะเชิญคณะอนุกรรมการประจำภาคและประจำจังหวัดมาอบรมเพื่อทำความเข้าใจ อบรมฝึกหัด พร้อมทั้งแจกคู่มือการจัดทำแผนที่ ก่อนลงตรวจสอบพื้นที่จริงเพื่อทำการขีดเส้นแผนที่ตามหลักเกณฑ์ 13 ข้อ

รอบนี้ “ไม่มีคำว่าขีดเส้นตามอำเภอใจ” โดยในขั้นตอนนี้จะใช้เวลานานเพราะเป็นงานละเอียด ที่ต้องทำควบคู่ไปกับการตรวจสอบภาพถ่ายแผนที่ทางอากาศที่สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบันด้วย
นอกจากนี้ยังกำหนดกฎเกณฑ์ว่า หากคณะอนุกรรมการประจำภาคและประจำจังหวัดพบข้อสงสัยที่คิดว่าไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ให้เชิญคณะอนุกรรมการเทคนิคมาหารือ แต่หากเห็นว่าไม่มีหลักเกณฑ์ใดเลย ต้องเสนอมายังคณะกรรมการชุดใหญ่ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์เพิ่มอีกครั้ง

อีกภารกิจสำคัญควบคู่ไปกับการขีดเส้นแผนที่ 1:4,000 คือ งานแก้ไขกฎหมายแผนที่แนบท้ายพระราชบัญญัติของแต่ละกรม โดยขณะนี้มี 2 แนวทาง ซึ่งยังไม่ได้ข้อยุติว่าจะเลือกแนวทางใด ระหว่าง 1.ให้แต่ละกรม แต่ละกระทรวงดำเนินการยกร่างแก้ไขกฎกระทรวงของตัวเอง หรือ 2.ตั้งอนุกรรมการยกร่างแก้ไขกฎหมายในภาพรวม โดยให้คณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นประธาน และมีตัวแทนของทุกหน่วยงานเข้าร่วมตามโรดแม็พของโครงการวันแม็พ พร้อมยกร่างแก้ไขกฎหมายจะต้องแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2560 ซึ่งเป็นด่านแรกของการแก้ปัญหาบุกรุกทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่ไปกับการจัดสรรที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรผู้ยากไร้
หลังจากมีแผนที่ระบุแนวเขตป่าสงวนและเขตอุทยานชัดเจน จึงเข้าสู่การพิจารณาว่าใครผิด ใครถูก การบุกรุกเข้าไปครอบครองในแนวเขตทับซ้อนจะต้องถอยออก ยึดคืน หรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบกันอย่างไร ซึ่งทั้งหมดยังเป็นโจทย์ที่รอฟังคำตอบจากรัฐบาล