วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สมบัติ'ประเมินรัฐบาลคสช.​ ยังขาขึ้น

"สมบัติ"ประเมินภาพรัฐบาลคสช.​ ปี59 ยังขาขึ้น เหตุไร้ความวุ่นวายการเมือง ชี้ปมโกงอุทยานฯ ไม่กระทบเสถียรภาพรัฐบาลมาก

นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ นักวิชาการสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ฐานะอดีตประธานคณะกรรมาธิการการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ประเมินภาพรวมรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ว่าจากสภาพการทำงานของรัฐบาลในปี 2558 ที่ผ่านมา มีหลายคนที่ประเมินภาพในปี 2559 ได้ 2 แบบ คือ แบบที่เป็นช่วงขาลง เพราะรัฐบาลอยู่บริหารมานาน ทำให้ความนิยมลดลง และแบบที่เป็นช่วงขาขึ้น ซึ่งตนมองว่ารัฐบาลจะอยู่ในภาวะขาขึ้นหากสิ่งที่ดำเนินงานมาเห็นผลเป็นรูปธรรมในปี 2559                      

ทั้งนี้ตนมองว่ารัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์จะยังมีความเสถียรภาพและมีความเป็นเอกภาพในการทำงานช่วงปีต่อไป เพราะปัจจัยความไม่สงบทางการเมืองนั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้ แม้จะมีประเด็นเรื่องผลสอบโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ ที่กลายเป็นประเด็นทางการเมือง ตนเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างแน่นอน เพราะด้วยจำนวนเงินที่ถูกตั้งข้อสังเกตไม่เป็นจำนวนที่มากเท่ากับการทุจริตมูลค่าแสนล้านในบางโครงการที่ผ่านมาของรัฐบาลในอดีต                                       

อย่างไรก็ตามประเด็นเรื่องการเก็บค่าหัวคิวในโครงการของรัฐบาล ตนมีโอกาสได้สอบถามกับนักธุรกิจที่อยู่ในแวดวงนักประมูลงานของราชการ พบข้อมูลว่านักธุรกิจไม่ต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะ จำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ -30 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าโครงการให้กับนักการเมืองเหมือนกับช่วงที่ผ่านมา เพราะหน่วยงานราชการ และบุคคลที่อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาลคสช. ไม่กล้าทำ แต่นักธุรกิจได้ยอมรับว่ายังคงมีการเลี้ยงดูเจ้าหน้าที่เป็นปกติเหมือนที่ผ่านมา

“ประเด็นของการตรวจสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์ ผมยอมรับว่าถูกนำมาใช้เป็นประเด็นทางการเมือง อาจมีผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล แต่ไม่มาก เพราะการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวต้องหาข้อยุติในการตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะรู้ผล” นายสมบัติ กล่าว  

นายสมบัติ กล่าวด้วยว่าสำหรับภาพของการเมืองในปี 2559 ตนมองว่ามีประเด็นที่ต้องพิจารณา คือ การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การทำประชามติ และการเข้าสู่การเลือกตั้ง ในปี 2560  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่มีประเด็นซึ่งกลุ่มการเมืองไม่เห็นด้วย และอาจนำไปสู่การต่อต้านการทำประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ ทั้งนี้ตนมองว่ามีหลายประเด็นที่อาจทำไปสู่ความไม่เห็นด้วย เช่น นายกรัฐมนตรีที่ไม่เป็นส.ส. , กลไกแก้ปัญหาวิกฤตทางการเมือง ขณะที่การทำงานด้านการขับเคลื่อนการปฏิรูปของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) นั้น สิ่งที่สปท. ต้องเร่งทำ คือการออกกฎหมายที่ว่าด้วยการปฏิรูปแต่ละด้านให้แล้วเสร็จ เพื่อนำเสนอให้รัฐบาล ให้ส่งต่อไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาเป็นกฎหมาย โดยเหตุผลที่ตนเน้นเรื่องการออกกฎหมายเพราะการปฏิรูปต้องใช้เวลาจำนวนมาก ดังนั้นสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นจริงได้ คือออกกฎหมาย ทั้งนี้ตนมองว่าหากสปท. ทำไม่สำเร็จอาจส่งผลกระทบไปยัง คสช.​ฐานะผู้แต่งตั้ง สปท. ด้วยเช่นกัน