วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กรธ.ตัดสามี-ภรรยาของส.ว.-ส.ส. ออกจากร่างรธน.

กรธ. ตัดความสัมพันธ์สามี-ภรรยาของส.ว.-ส.ส. ออกจากร่างรธน.ใหม่ ด้าน"มีชัย"แจงลดอำนาจส.ว. ถอดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง-ความเข้มข้นตรวจสอบรัฐบา

ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการประชุมของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาและทบทวนถึงประเด็นที่มาของวุฒิสภา จำนวน 200 คน ที่กรธ. ได้วางหลักการให้มาจากการเลือกกันเองผ่านกลุ่มสังคม ทั้งนี้นายมีชัย ให้สัมภาษณ์โดยยอมรับถึงการตัดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกเป็นส.ว. ในส่วนของกรณีที่ไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดำงตำแหน่งทางการเมืองหรือส.ส. ที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ออก เนื่องจากกรธ. ได้ตัดอำนาจถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือส.ส. ออกจากหน้าที่ของส.ว.แล้วดังนั้น ส.ว.ที่จะเข้ามาตามระบบเลือกกันเองผ่านกลุ่มสังคมจึงไม่ถือต้องคงคุณสมบัติดังกล่าวไว้อีก เพราะจะไม่มีประโยชน์ที่ขัดกัน ในส่วนของการลงคะแนนถอดถอน ส.ส. และกรธ.คิดว่าการเขียนห้ามบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดำงตำแหน่งทางการเมืองหรือส.ส.ไว้นั้นจะเป็นการตัดสิทธิพื้นฐาน ส่วนกรณีที่ถูกมองว่าสายสัมพันธ์ของส.ส. และส.ว. อาจทำให้การตรวจสอบหรือกำกับรัฐบาลโดยส.ว.ทำได้ไม่เต็มที่นั้น ตนมองว่าอำนาจตรวจสอบของส.ว. มีเพียงระดับหนึ่งเท่านั้นและไม่สามารถที่จะมีอำนาจไปหักล้างหรือโค่นรัฐบาลได้ 

นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกกรธ. แถลงรายละเอียดเกี่ยวกับที่มาของส.ว.เพิ่มเติมว่า สำหรับคุณสมบัติของผู้สมัครส.ว. นั้น ที่ประชุมได้พิจารณาตัดรายละเอียดในส่วนที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ได้แก่ ลักษณะต้องห้ามที่เกี่ยวกับความเป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดำงตำแหน่งทางการเมืองหรือส.ส., คุณสมบัติที่ต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าออก เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ความรู้ มีประสบการณ์ชีวิต และมีความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ มีสิทธิสมัคร ส.ว. ได้

ทั้งนี้ความสำคัญของส.ว. จะไม่ใช่เป็นสภาพี่เลี้ยง แต่ต้องเป็นสภาที่ใช้ประสบการณ์และความรู้เพื่อเข้ามาทำหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย ตรวจสอบและควบคุมการบริหาร และแต่งตั้งกรรมการในองค์กรอิสระ และมีคุณสมบัติที่เขียนขึ้นใหม่ คือ ต้องมีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับด้านที่สมัคร ไม่น้อยกว่า 10 ปี โดยกรธ. ได้ตัดกรณีที่ผู้สมัครต้องผ่านการรับรองจากองค์กรหรือกลุ่มบุคคลออก เพราะต้องการเปิดกว้างให้มีผู้สมัครได้ง่าย นอกจากนั้นได้กำหนดข้อห้ามของผู้สมัครฯ คือ ไม่ให้บุคคลที่ถูกคำพิพากษาของศาลในคดีที่เกี่ยวกับการตัดสิทธิการเลือกตั้งหรือตัดสิทธิทางการเมือง แม้คำพิพากษาจะยังไม่ถึงที่สุดลงสมัครเข้ารับเลือกเป็นส.ว. ด้วย ทั้งนี้กรธ.เห็นว่าได้กำหนดไว้เฉพาะคดีที่เกี่ยวกับการเมืองเท่านั้น ส่วนคดีอาญา หรือเพ่ง ไม่ถือว่าเป็นข้อห้ามในกรณีดังกล่าว 

นายอุมดม กล่าวด้วยว่า กรธ.กำหนดให้ส.ว.มีวาระเพียง 5 ปี และเป็นได้เพียงวาระเดียวชั่วชีวิต ทั้งนี้เพื่อต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและได้คนหน้าใหม่เข้ามาทำหน้าที่ส.ว. ทั้งนี้ผู้สมัครส.ว. ต้องมีลักษณะที่พ้นจากความเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ไม่น้อยกว่า 5 ปีก่อนจะลงสมัครได้ ทั้งนี้กรธ. ได้กำหนดกรณีความสิ้นสุดของส.ว. ด้วยว่ากรธ. กำหนดให้บุคคลยื่นร้องต่อหน่วยงานเพื่อวินิจฉัยสถานภาพของความเป็นส.ว. ได้  ส่วนการเลือกกันเองของส.ว. นั้น เบื้องต้นในส่วนของระดับอำเภอ กรธ. เปิดกว้างบุคคลที่จะสมัครโดยอาจใช้หลักฐานได้แก่ สำเนาทะเบียนบ้าน, การศึกษา, สถานที่ทำงานหรือสถานที่เกิด ยื่นสมัครได้ ส่วนกรณีที่ในระดับอำเภอจะมีผู้สมัครจำนวนมาก ดังนันวิธีการคัดเลือก อาจต้องใช้กลไกพิเศษ เช่น การสอบหรือการสุ่มเลือก เป็นต้น 

ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการจัดกลุ่มบุคคลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ด้านต่างๆ จำนวน 19 กลุ่มและบุคคลธรรมดาที่เคยทำงานในองค์กร อีก 1 กลุ่ม ที่มีสิทธิสมัครเป็นส.ว. ของกรธ. ในข้อสรุปเป็นเบื้องต้น ประกอบด้วย 1.ด้านการบริหาร ความมั่นคง หรือการต่างประเทศ, 2.ด้านกฎหมาย หรือกระบวนการยุติธรรม, 3.ด้านการบัญชี การเงิน การคลัง หรืองบประมาณ, 4.ด้านการศึกษาหรือวิจัย, 5.ด้านการสาธารณสุข, 6.ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 7.ด้านศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม วรรณกรรม การแสดง หรือการกีฬา, 8.ด้านกสิกรรม หรือป่าไม้, 9.ด้านปศุสัตว์ หรือประมง, 10.ด้านลูกจ้าง ผู้ใช้แรงงาน องค์กรลูกจ้าง หรือองค์กรนายจ้าง

11.ด้านคุ้มครองผู้บริโภค การสื่อสาร สื่อสารมวลชน, 12.ด้านผู้ประกอบการธุรกิจ การค้า หรือการธนาคาร, 13.ด้านผู้ประกอบการอุตสาหกรรม, 14.ด้านผู้ประกอบวิชาชีพ, 15.ด้านสิ่งแวดล้อม ผังเมือง ที่อยู่อาศัย หรือการพัฒนาอสังหาริมทรรัพย์, 16.ด้านทรัพยากรธรรมชาติหรือพลังงาน, 17.ด้านองค์กรชุมชน, 18.ด้านผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส หรือสตรี, 19.ด้านอาชีพอิสระ และ 20.ด้านประชาสังคมที่กำหนดลักษณะพิเศษของผู้ที่จะสมัครด้านดังกล่าวคือ เป็นบุคคลธรรมดาผู้ทำงานหรือเคยทำงานในองค์กรด้านประชาสังคม