เพื่อไทยถาม6ประเด็นรัฐบาล หาความจริงใจ"ปราบคอร์รับชั่น-เศรษฐกิจฝืดเคือง-ละเมิดสิทธิฯ-ความเชื่อมั่น-ร่างรธน.-ปฏิรูป"แก้ไม่ได้ยิ่งสร้างปัญหา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าพรรคเพื่อไทยได้เผยแพร่เอกสารเรื่อง “ประมวลสถานการณ์ประเทศไทย ปี 2558” โดยระบุว่า ปีที่ผ่านมาประเทศไทยยังเผชิญกับความท้าทายทุกมิติทั้งในและนอกประเทศ จากการติดตามการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลชุดปัจจุบันอย่างใกล้ชิด จึงเห็นควรประมวลสรุปสถานการณ์ด้านต่างๆ ในรอบปี 2558 ให้ทุกฝ่ายได้เห็นภาพรวมอันชัดเจนร่วมกัน ซึ่งหากการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลมีสิ่งใดที่ขาดตกบกพร่อง ประชาชนชาวไทยจะได้วิพากษ์วิจารณ์ เสนอแนะความคิดเห็น เพื่อประโยชน์โดยรวมของประเทศชาติต่อไป
1.เรื่อง การปราบปรามทุจริตคอรัปชั่น สังคมถามหาความจริงใจในการแก้ปัญหา โดยการรัฐประหารยกเรื่องการทุจริตมาเป็นเหตุผลการยึดอำนาจและพุ่งเป้ามาที่ฝ่ายการเมือง แต่ไม่กล่าวถึงฝ่ายอื่นด้วย นับแต่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ ได้ปรากฏข่าวการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลหลายเรื่อง โดยล่าสุดคือ เรื่องอุทยานราชภักดิ์ซึ่งความสงสัยของประชาชน มีมากขึ้น ถึงกับต้องออกมาหาข้อมูลด้วยตนเอง แต่ประชาชนที่ต้องการตรวจสอบเหล่านี้กลับถูกขัดขวางและบางรายถูกจับกุมดำเนินคดีในข้อหาที่รุนแรงเกินการกระทำ ความหวังที่จะเห็นการปราบปรามการทุจริตในรัฐบาลชุดนี้อย่างยุติธรรม โปร่งใส จึงเป็นข้อสงสัยของประชาชน และเป็นปัญหาที่สังคมต้องติดตามตรวจสอบ แม้จะมีความยากลำบากเพียงใดก็ตาม
2..ปัญหาเศรษฐกิจฝืดเคือง การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลไม่เป็นไปตามที่รัฐบาลตั้งหวังไว้ เงินในกระเป๋าประชาชนมีน้อยลง คดีลัก วิ่ง ชิง ปล้นสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ เศรษฐกิจไทยมีการเจริญเติบโตต่ำสุดในอาเซียน ต่ำกว่าลาวและกัมพูชา การเก็บภาษีต่ำกว่าเป้า ดัชนีตลาดหุ้นลงต่ำสุดในรอบปี จนรัฐบาลต้องเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจยกชุด แต่เมื่อเปลี่ยนแล้วสถานการณ์ก็ยังไม่ดีขึ้น มีหลายสัญญานเตือนถึงสภาพเศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ในสภาพย่ำแย่ ไร้ทางออก อันสะท้อนศักยภาพในการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการมองปัญหาที่ประกอบด้วยอคติ ไม่ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริง การที่จะเรียกคืนความเชื่อมั่นและโอกาสกลับมา เพื่อเป็นต้นทุนในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ คือ การทำให้ศักดิ์ศรีประเทศได้รับการยอมรับ การเร่งคืนประชาธิปไตย และการดึงความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมหลักในการร่วมแก้ปัญหาและตัดสินอนาคตของตัวเองโดยเร็วที่สุด
3.ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนรุนแรง การล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ซึ่งเป็นหลักประกันสิทธิ เสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของปวงชนชาวไทย ทำให้สิทธิและเสรีภาพของประชาชนถูกจำกัดลงอย่างมาก แม้รัฐธรรมนูญชั่วคราวจะบัญญัติไว้ในมาตรา 4 คุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาคอยู่แล้ว แต่ในมาตรา 44 หัวหน้า คสช.มีอำนาจจำกัดและละเมิดสิทธิ เสรีภาพของบุคคลใดๆ ไม่ว่ารุนแรงเพียงใด โดยถือว่าชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ในทำนองอำนาจคือความถูกต้อง (Might is right) ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการปรองดองการใช้อำนาจตามมาตรา 44 และการใช้มาตรการอื่นซึ่งอาจมีหรือไม่มีกฎหมายรองรับได้ละเมิดและจำกัดสิทธิ เสรีภาพประชาชน นักวิชาการ นักศึกษา สื่อมวลชนและนักการเมืองอย่างกว้างขวางและหลายรูปแบบ ทั้งๆ ที่การใช้สิทธิ เสรีภาพส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นปัญหาต่อความมั่นคงของประเทศแต่อย่างใด การชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปถูกห้าม พลเรือนที่ถูกกล่าวหาในความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงหรือความผิดตามประกาศหรือคำสั่งของ คสช. ต้องไปขึ้นศาลทหาร การชุมนุม การประชุมหรือเสวนาทางวิชาการแม้แต่ในสถาบันการศึกษาต้องได้รับความเห็นชอบจากทหาร ผู้ที่แสดงความไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจในเชิงสัญลักษณ์ ถูกจับและนำไปปรับทัศนคติ สื่อมวลชนต้องระมัดระวังไม่เสนอข้อมูลที่กระทบรัฐบาลหรือ คสช.หากฝ่าฝืนก็ต้องเผชิญมาตรการตอบโต้รูปแบบต่างๆ นักการเมือง นักวิชาการ รวมทั้งประชาชนถูกควบคุมตัวเพื่อปรับทัศนคติ หากแสดงความคิดเห็นที่ทำให้ผู้มีอำนาจไม่พอใจ เกิดการข่มขู่ว่าจะใช้มาตรการห้ามทำธุรกรรมทางการเงิน ผู้คนจำนวนมากถูกติดตามและให้รายงานต่อฝ่ายความมั่นคงเป็นระยะๆ กรณีล่าสุดคือนักศึกษาและประชาชนที่เรียกร้องให้มีการตรวจสอบความโปร่งใสของการก่อสร้างโครงการอุทยานราชภักดิ์ถูกนำตัวไปควบคุม โดยไม่ปรากฏว่าฝ่ายตุลาการหรือองค์กรอิสระใดๆ จะสามารถคุ้มครองประชาชนจากการถูกละเมิดสิทธิ เสรีภาพที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้
"สถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยเช่นนี้ ถือได้ว่าย้อนยุคกลับไปสู่สมัยผู้นำที่ไม่เป็นประชาธิปไตยในอดีต ทั้งๆ ที่รัฐบาลกล่าวเองว่าสถานการณ์ในประเทศกลับสู่สภาวะปกติแล้ว ซึ่งประเด็นนี้เป็นอีกเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลควรหาแนวทางที่เป็นที่ยอมรับทางสากล เพื่อทำให้สถานการณ์คลายตัวโดยเร็ว"
4.ปัญหาความเชื่อมั่นต่างประเทศถดถอย การไม่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศที่ยึดมั่นในแนวทางการปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย สะท้อนให้เห็นจากการเยือนระหว่างกันในระดับผู้นำประเทศจะหยุดชะงักหรือลดน้อยลง ความร่วมมือและความสัมพันธ์ด้านต่างๆ ถูกลดระดับลง การเดินทางไปประชุมของผู้นำก็มักถูกถามถึงการเลือกตั้งและการคืนอำนาจอธิปไตย การจำกัดสิทธิ เสรีภาพและการลิดรอนสิทธิในการแสดงออกของประชาชนและการล่วงละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานความเป็นมนุษย์ของคนไทยที่ปรากฏมาตลอดนั้น องค์กรสิทธิมนุษยชนในระดับนานาชาติต่างก็ออกมาทักท้วงและเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการกระทำที่ล่วงละเมิดสิทธิ เสรีภาพของประชาชนโดยเร็ว ซึ่งต่างชาติมองเห็นว่ามีอีกหลายประเด็นที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังไม่ยึดมั่นในหลักนิติรัฐ นิติธรรม ขาดขบวนการปกป้องและคำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพของประชาชนชาวไทย และขาดหลักมนุษยธรรมต่อการลักลอบอพยพเข้ามาอยู่ในไทย เช่น กรณีชาวอุยกูร์และการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา เป็นต้น ในอนาคตจะส่งผลให้การบริหารงานของรัฐบาลยิ่งประสบความยากลำบาก ขาดความร่วมมือและอาจถูกมิตรประเทศในกลุ่มที่เป็นประชาธิปไตย ออกมาตรการอื่นๆ กดดันเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจไทยและการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
5.การร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เชื่อมั่นประชาชน และสับสนในหลักการประชาธิปไตย นำประเทศไปสู่ความขัดแย้งและไร้ทางออก เรากำลังประสบปัญหาความยุ่งยากในการร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อดูการร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญซึ่งถูก สปช. ตีตกไปแล้วและการร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดที่สองที่กำลังดำเนินการอยู่ จะเห็นแนวคิดที่ตรงข้ามกับหลักการ โดยในส่วนของเนื้อหานั้นไม่ได้เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยและเปิดช่องให้อำนาจนอกระบบ ตั้งแต่ระบบการเลือกตั้ง ส.ส. ที่คิดจะนำระบบใหม่มาใช้ ทั้งที่ระบบเลือกตั้งเดิมใช้ได้ดีอยู่แล้ว การเปิดโอกาสและช่องทางให้มีนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้เป็น ส.ส. การได้มาซึ่ง ส.ว.โดยการสรรหาแทนที่จะเป็นระบบการเลือกตั้งของประชาชน ที่มาขององค์อิสระและองค์กรตรวจสอบที่ไม่ได้มีความยึดโยงกับอำนาจของประชาชน ไม่ปรากฏกลไกใดๆ ในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระ ซึ่งสร้างความแตกแยกในสังคมในประเด็นสองมาตรฐาน มีการตั้งองค์กรพิเศษขึ้นมาเพื่อควบคุมการทำงานของรัฐบาลอีกชั้นหนึ่งซึ่งไม่เคยมีประเทศใดเคยใช้มาก่อน การเขียนรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจองค์อิสระและองค์กรตุลาการมากเกินไป จนไร้การตรวจสอบและทำให้อำนาจบริหารอ่อนแอ ซึ่งจะส่งผลให้การบริหารราชการแผ่นดินขาดประสิทธิภาพ รัฐบาลจะต้องเสียเวลากับการแก้ปัญหาทางการเมืองมากกว่าที่จะแก้ปัญหาของประเทศและประชาชน
"คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญและ คสช.ไม่อาจหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้ถ้าร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังร่างไม่ผ่านประชามติ เนื่องจากย่อมเล็งเห็นได้ว่าเนื้อหาในประเด็นใดที่ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยที่ประชาชนจะไม่ยอมรับ และ คสช. ควรแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวเพื่อสร้างความชัดเจนว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการออกเสียงประชามติ คสช.จะมีทางออกอย่างไร เพื่อไม่ให้วิกฤตรัฐธรรมนูญซ้ำเติมเศรษฐกิจและก่อให้เกิดวิกฤตของชาติตามมา"
6.การปฏิรูปในด้านต่างๆ ยังเลื่อนลอย การสร้างความปรองดองยังขาดรูปธรรม ปัญหาสังคมยังหมักหมม รอการคลี่คลายภายหลังการรัฐประหาร คสช. และรัฐบาลได้จัดตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ขึ้นและมอบหมายให้ทำหน้าที่ช่วยดูแลและช่วยปรับปรุงประเทศ แต่ผ่านพ้นมาเกือบ 2 ปียังไม่พบความคืบหน้าในการปฏิรูปที่สำคัญๆ อย่างเป็นรูปธรรม จึงนับเป็นการยากที่จะคาดหวังความสำเร็จในการปฏิรูปในระยะเวลาที่เหลืออยู่ตามโรดแมพของ คสช. รัฐบาลยังขาดความเข้าใจว่า กระบวนการปฏิรูปควรดำเนินการไปพร้อมๆ กับการทำงานที่ปรับไปตามสภาพปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลเลือกใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดตามมาตรา 44 เข้ามาแก้ไขปัญหาที่รัฐบาลเข้าใจเองเกือบทุกเรื่อง รัฐบาลนี้ได้เสียโอกาสในการนำเอานโยบายดีๆ มาแก้ไขปัญหาเพียง เพราะ"ติดกับดัก คำว่า..ประชานิยม" จะเห็นว่าการปฏิรูปยังเป็นสิ่งที่เลื่อนลอย จับต้องได้ยาก การที่จะหวังได้เห็นความสำเร็จในการปฏิรูปในระยะเวลาที่เหลืออยู่จากรัฐบาลและ คสช. จึงเป็นความคาดหวังที่ไม่อาจเห็นผลสำเร็จได้ในระยะเวลาอันใกล้
สุดท้ายนี้ พรรคเพื่อไทยหวังว่าการสรุปประมวลทั้ง 6 ประเด็นสำคัญนี้ จะเป็นข้อพิจารณาให้แก่ผู้เกี่ยวข้องได้ทบทวน ไตร่ตรองแนวทางแก้ปัญหาที่จะให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนมากที่สุดต่อไป"หากมองปัญหาได้ไม่ตรงกับความเป็นจริงหรือไม่ถูกต้อง การแก้ไขปัญหาหรือการหาทางออกของประเทศย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ และกลับจะยิ่งสร้างปัญหาใหม่ๆ ตามมาอีกมากมายในอนาคต"





