เหลืออีกไม่ถึง 10 วัน ปี 2558 ก็จะผ่านพ้นไป แต่ปี 2559 ไม่ใช่งานง่ายของคสช. อีกต่อไป
เหลืออีกไม่ถึง 10 วัน ปี 2558 ก็จะผ่านพ้นไป ปีที่ผ่านมานั้นทางการเมืองถือว่าค่อนนข้างหยุดนิ่งไม่มีอะไรหวือหวา ซึ่งต้องบอกว่าสิบเนื่องจากการเข้าควบคุมอำนาจการปกครองของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ทำให้ความเคลื่อนไหวทางการเมืองถูกแช่งแข็งเอาไว้ และเมื่อ คสช. ยังคงอยู่ในอำนาจทำให้ตลอดปีที่ผ่านมายังคงไม่เปลี่ยนแปลง ภายใต้คำสั่งห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง
แม้ว่าช่วงกลางปีจะมีเรื่องที่สภาปฏิรูปตัดสินใจคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ซึ่งอาจจะทำให้ดูมีความเคลื่อนไหวขึ้นมาบ้าง แต่ที่สุดแล้วทุกอย่างก็ไม่เปลี่ยนแปลง ซ้ำ คสช. ก็ยังอยู่ในอำนาจต่อไป เพราะโรดแม็พการเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป พร้อมกันนั้นยังได้ถือโอกาสจัดการล้างไพ่ สปช. ที่แตกแถวเสียใหม่ และให้กลับมาอีกครั้งในชื่อ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูป
อย่างไรก็ตามความสงบที่เกิดขึ้นจะเรียกว่าความสงบที่แท้จริงได้หรือไม่ เพราะภายใต้ท้องน้ำที่ดูราบเรียบตลอดปี 2558 นั่นเป็นเพราะถูกกดไว้โดยอำนาจของ คสช. แต่สภาพความเป็นขริงที่เกิดขึ้นความเคลื่อนไหวต่อต้านยังมีอยู่แทบตลอดเวลา และพวกเขาก็ใช้การกระชับอำนาจโดยการเรียกคนที่มีความเห็นต่างเข้าปรับทัศนคติอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นระดับนักการเมือง แกนนำมวลชน หรือนักเคลื่อนไหวคนธรรมดา ต่างก็โดนกันไปถ้วนหน้า
และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกรณี “อุทยานราชภักดิ์” ที่มีการไล่กวาดล้างจับกุม ผู้เผยแพร่ผังการทุจริตโครงการนี้ รวมทั้งจับกุมขัดขวางนักศึกษาที่เคลื่อนไหวเพื่อตรวจสอบโครงการ สร้างแรงกระเพื่อมให้ไม่น้อย นอกจากนี้กรณีดังกล่าวยังเริ่มสร้างปัญหาให้รัฐบาลและในคสช. ด้วยกันเอง
และสืบเนื่องจากกรณีนี้ น่าจะทำให้การเมืองในปีหน้าการจะทวีความร้อนแรงมากขึ้น เพราะจนถึงวันนี้ คสช. ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะจัดการเรื่องนี้ได้ นอกจากการจัดการคนที่ตั้งข้อสงสัย และหากปล่อยต่อไปจนไม่สามารถเคลียร์ได้ก็จะเกิดความไม่พอใจ และเกิดกระแสเรียกร้องมากขึ้น เพราะต้องไม่ลืมว่าการปราบคอร์รัปชั่นนั้นเป็นสิ่งที่ คสช. พยายามใช้เป็นจุดขายและสร้างความชอบธรรมในการอยู่กับอำนาจ
ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาและยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นตัว แม้ว่ารัฐบาลพยายามจะอัดโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวนมาก แต่ก็ไม่ทำให้ภาพรวมดูดีขึ้นเท่าไหร่ ปัญหาเรื่องปากท้องนี้จะยิ่งเป็นแรงบีบให้คนเกิดความไม่พอใจกับการบริหารงานของรัฐบาลมากยิ่งขึ้น
และหากเกิดปัจจัยแทรกซ้อนที่ไม่คาดคิดขึ้นมาอีกก็จะยิ่งจะทำให้พวกเขาตกที่นั่งลำบากมากขึ้น และแรงเคลื่อนไหวใต้นำ้อาจจะโผล่ขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะปัจจัยเรื่องความไม่พอใจของคนแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ในทางการเมืองแล้วพร้อมที่จะบานปลายได้ทุกเมื่อ รัฐบาลหลายๆชุดที่ผ่านมาได้พิสูจน์ทราบด้วยตัวเองแล้ว
นอกจากนี้ยังมีอีกสองเรื่องในปีหน้าที่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมือง เรื่องแรกคือ การประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ “มีชัย ฤชุพันธ์” และคณะ ได้ร่วมกันเขียนขึ้นมาซึ่งครั้งนี้จะต่างจากที่ผ่านมา กล่าวคือจะยิงตรงไปที่ประชาชนเพื่อทำประชามติในทันที โดยไม่มีองค์การใดมาทำหน้าที่ด่านหน้าสกัดกั้นเหมือนที่ สปช. เคยทำมา
หมายความว่าไม่ว่าอย่างไร ก็จะเกิดการทำประชามติในปีหน้าอย่างแน่นอน ซึ่งนั่นหมายถึงต้องมีกระบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อรณรงค์รับหรือไม่รับร่าง และจะมีวาระแฝงคือการยอมรับหรือปฏิเสธอำนาจของ คสช. พ่วงมาด้วยและจนถึงวันนี้ก็ชัดเจนว่าพรรคการเมืองบางพรรคจะรณรงค์คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตาม หากประชามติไม่ผ่านก็แปลว่า คสช. จะยังคงอยู่ในอำนาจต่อไป และย่อมมีเสียงครหาตามมาว่า “จงใจร่างให้ไม่ผ่านเพื่อสืบทอดอำนาจ” แต่หากผ่านก็เชื่อได้ว่าในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้จะมีหลายเรื่องที่มุ่งสืบทอดเจตนารมณ์ หรืออำนาจของ คสช. ให้คงอยู่ต่อไปแม้วันที่ลงจากหลังเสือ
อีกจุดเปลี่ยนที่ต้องจับตาคือ การตัดสินคดี “จำนำข้าว” ของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" อดีต นายกรัฐมนตรี ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะสืบพยานนัดสุดท้ายเสร็จในราวเดือน พ.ย. ซึ่งคาดการณ์ว่าคำตัดสินจะมีออกมาในปลายปี 2559 หรือ ต้นปี 2560 ซึ่งจะเป็นตัวเร่งปฏิกริยาทางการเมือง ได้เป็นอย่างดี แน่นอนว่ากลุ่มผู้สนับสนุนของเธอคงไม่อยู่นิ่งหาก ผลตัดสินออกมาไม่เป็นผลบวก
ปี 2559 จึงไม่ใช่งานง่ายของ คสช. อีกต่อไป





