พ่อผู้ต้องขังคดียาเสพติดร้องยุติธรรม ระบุลูกชายเป็นแพะในคดียาเสพติด จากการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ
น.ส.พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผอ.มูลนิธิผสานวัฒนธรรมและนายกมล พงษ์ทอง บิดาของนายกฤษณะ พงษ์ทอง หรือเอ็ม ผู้ต้องขังคดีค้ายาเสพติด เข้าพบพ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอความเป็นธรรมให้แก่บุตรชาย กรณีถูกตำรวจสภ.ท่าเรือ ตรวจค้นจับกุม เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2556 โดยพบของกลางยาบ้าจำนวน 968 เม็ด และยาไอซ์ 49.90 กรัม ซึ่งตำรวจอ้างว่าตรวจพบในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตสีขาว แต่นายกฤษณะยืนยันว่ายาเสพติดของกลางดังกล่าวไม่ใช่ของตน จึงให้การปฏิเสธและต่อสู้คดีมาโดยตลอด โดยคดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตัดสินจำคุกตลอดชีวิต และปรับเงิน 1 ล้านบาท ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างฎีกา
นายกมล กล่าวว่า บุตรชายของตนถูกจำคุกระหว่างการพิจารณาคดีนาน 2 ปี 9 เดือน 21 วัน ปัจจุบันถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรม ที่ผ่านมาพยายามร้องขอความเป็นธรรมไปยังหลายหน่วยงาน เนื่องจากเชื่อว่าบุตรชายไม่ได้กระทำผิด และบุตรชายได้ขอให้พ่อและแม่ช่วยเหลือ พร้อมยืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิด แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบของตำรวจ เนื่องจากเหตุเกิดในเวลากลางคืน ขณะขับขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้าน โดยตำรวจอ้างว่าได้รับรายงานจากสายข่าวว่าจะมีการส่งมอบยาเสพติดในจุดที่เป็นเส้นทางผ่านที่บุตรชายจะเดินทางเข้าบ้าน
ส่วนตัวไม่เชื่อว่าบุตรชายจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดเพราะขณะเกิดเหตุบุตรชายเรียนอยู่ชั้นปีที่ 4 สาขาคอมพิวเตอร์ อยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งย่านบางกะปิ เป็นเด็กเรียนดีและได้ทุนการศึกษา เหลือสอบอีกเพียง 2 วิชา ก็จะจบการศึกษา ซึ่งในชั้นพิจารณาคดีในศาล อธิการบดีมหาวิทยาลัยได้เดินทางมาเบิกความเป็นพยานให้ด้วย
ทั้งนี้ ครอบครัวตั้งข้อสังเกตการทำงานขอตำรวจชุดจับกุมว่าเหตุใดจึงไม่มีการขยายผลสอบสวนตามที่ระบุว่าบุตรชายเป็นผู้ค้ายาเสพติด ว่าเครือข่ายเป็นใคร นอกจากนี้ยังไม่มีการนำตัวไปตรวจปัสสาวะ หรือตรวจสอบเส้นทางการเงินเพื่อขยายผลต่อ รวมถึงไม่มีการเข้ามาตรวจสอบหรือค้นที่พัก เพราะหากค้ายาเสพติดจริงก็น่าจะมีฐานะดี แต่ข้อเท็จจริงคือตนทั้งครอบครัวไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง ก่อนหน้านี้อาศัยอยู่บ้านเจ้านาย ทำงานเป็นคนขับรถ ภรรยามีอาชีพเป็นแม่บ้าน ไม่ได้มีทรัพย์สิน หากค้ายาเสพติดจริงชีวิตก็น่าจะร่ำรวย
ด้านพ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวว่า ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปพบกับนายกฤษณะเพื่อสอบปากคำที่เรือนจำกลางคลองเปรมแล้ว หลังสอบปากคำจะให้นายกฤษณะเข้าเครื่องจับเท็จอีกครั้ง คดีดังกล่าวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ใช้เพียงหลักฐานเอกสารไม่เพียงพอต้องใช้หลักวิทยาศาสตร์ และพยานแวดล้อมประกอบการพิจารณาด้วย เพราะในส่วนเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยก็ต้องระมัดระวังไม่ให้ถูกใช้เป็นเครื่องช่วยคนผิด โดยเบื้องต้นขอให้ครอบครัวส่งมอบหลักฐานและให้ความร่วมมือในการให้ข้อเท็จจริงทั้งหมด โดยเฉพาะหลักฐานที่ตำรวจส่งคืนให้ เช่น โทรศัพท์มือถือ และเสื้อแจ็คเก็ตที่อ้างว่าพบยาเสพติดบรรจุอยู่
ที่ผ่านมาการช่วยเหลือจำเลยในคดีอาญาประสบความสำเร็จหลายคดี โดยล่าสุดคดีแพะมีการร้องเรียนเข้ามาที่กระทรวงยุติธรรมกว่า 100 คดี ช่วยเหลือได้แล้ว 10 คดี บางคดีอยู่ระหว่างชั้นสอบสวน บางคดีอยู่ระหว่างการประสานเจ้าหน้าที่ ส่วนใหญ่เป็นคดีอาญาที่จับผิดตัว ไม่ได้รับเป็นธรรมจากเจ้าพนักงาน คดีฉ้อโกง การทำงานของกระทรวงยุติธรรมถือเป็นการรื้อฟื้นคดีอาญาที่ศาลตัดสินไปแล้ว บางคดีใช้เวลาในการสืบสวนหาข้อเท็จจริงนานมาก เช่น กรณีนายภาสกร สิงคิ ที่ใช้เวลาหาพยานหลักฐานต่อสู้คดีนานเกือบ 5 ปี





