วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

นักวิชาการชี้สังคมชนบทเปลี่ยน เลื่อนชั้นเป็นผู้ประกอบการ

นักวิชาการชี้สังคมชนบทเปลี่ยนเลื่อนชั้นเป็นผู้ประกอบการ แนะรัฐสร้างความเข้มแข็งภายในขับเคลื่อนประเทศ สร้างประชาธิปไตยยั่งยืน

ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดงานปฐกถา 100 ปี ป๋วย อึ๊งภาภรณ์ ครั้งที่9ในหัวข้อ"ความเปลี่ยนแปลงในชนบท:การเคลื่อนเข้าสู่ประชาธิปไตย" โดยมีนายอรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นผู้กล่าวปาฐกถาในรอบนี้ 

โดยนายอรรถจักร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาถ้าย้อนไปมอง อ.ป๋วย ได้ให้ความสำคัญกับชนบท ในการอพยพเข้ามาในเมือง เกิดสลัมเริ่มมีการขยายตัว การสูญเสียที่ดินขยายตัวมากขึ้น ที่เกิดขึ้นพร้อมกับกลไกของระบบราชการที่ขยายตัว แล้วชาวบ้านถูกทำให้เป็นผู้ไร้อำนาจ ธนาคารขยายตัวดูดทรัพย์จากชนบทเข้ามาในเมือง ซึ่งอ.ป๋วยเคยพูดไว้ว่า ชนบทต้องคิดใหม่ หากชาวชนบทคิดถึงตนเองกก็สามารถเรียกร้องสิทธิที่ได้รับจากการปกครองได้ ซึ่งถือเป็นการจุดไฟให้กับสังคมไทย อย่างองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรที่มีในทุกวันนี้ ก็ได้รับแนวความคิดมาจากอ.ป๋วย 

นายอรรถจักร์ กล่าวว่า ทีมงานของตนต้องการเข้าใจการเกิดขึ้นของฝ่ายเสื้อเหลือง-แดง ไม่ใช่แค่เพียงโครงสร้างทางการเมือง แต่ต้องมองทั้งโครงสร้าง รวมทั้งในชนบท ที่คล้ายกับที่อ.ป๋วยเคยกล่าวไว้ ซึ่งสิ่งที่เราตั้งคำถามง่ายๆคือ วิกฤตของประเทศไทยวันนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร และปัญหาฐานคือปัญหาความไม่รู้ของชนบท ซึ่งเราจะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดความเข้าใจ โดยเราต้องมองให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของชนบทชัดเจนขึ้นในแง่ประวัติศาสตร์ทางเศรษฐกิจของชุมชน ซึ่งเราจะมองเห็นว่า ภายหลังสงครมโลกครั้งที่2มา สังคมชาวนาอย่างที่เราเข้าใจไม่มีอีกแล้ว เพราะกระบวนการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการแจกจ่ายผลผลิตหรือการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทำให้เปลี่ยนจากสังคมชาวนามาเป็นสังคมผู้ประกอบการ ชาวนาวันนี้มีรถเกี่ยวข้าวเกิดขึ้น ซึ่งเมื่อชาวนาครอบครองได้ทำให้ไม่มีชาวนาแบบเดิมอีกต่อไป ซึ่งทำให้เกิดสังคมผู้ประกอบการในชนบทเป็นผู้ที่ประกอบสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีความเกี่ยวโยงกับภาคเกษตรกรรม

โดยมีแรงจูงใจคือ กำไร และการถูกบีบบังคับที่อยุ่ในสภาพลืมตาอ้าปากไม่ได้มานาน ซึ่งเราต้องเข้าใจว่า ผู้ประกอบการนั้นจะเป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลงในแง่ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ แล้วทั้งสร้างพลังการสร้างสรรค์ของคนชุมชน ซึ่งรัฐบาลยังคงมองอยู่ในความเป็นชาวนาแบบเดิม และจะส่งผลกระทบต่อไปในส่วนของเศรษฐกิจปีหน้า ซึ่งความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจจะเข้ามาสัมพันธ์กับความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เพราะผู้ประกอบการเป็นหน้าต่างแห่งโอกาสให้กับผู้คนในการเลื่อนชนชั้น แล้วตัวเลขคนยากจนในสังคมไทยลดลงเพราะมีการขยับมาเป็นผู้ประกอบการในชนบท ทุนทางสังคม ทุนทางวัฒนธรรมเปลี่ยน ทำให้เกิดความสัมพันธ์ชุดใหม่คือความสัมพันธ์แนวระนาบเชิงเครือข่าย ทำให้มีสังคมชนบทมีความเสมอภาคมากขึ้น 

"ระบบอุปถัมภ์แบบเดิมหมดความหมายลง การเปลี่ยนแปลงระหว่างชนชั้นเกิดง่ายขึ้นทำให้ชาวนาเกิดเป็นชนชั้นกลางใหม่ในพื้นที่ คนที่ไม่มีที่ดินไม่ได้หมายความว่า เป็นคนจน เพราะยังสามารถขายแรงงานในภาคการเกษตร เช่น การซ่อมเครื่องมือทางการเกษตรได้ ซึ่งความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้สังคมชนบทมีความตึงเครียดมากขึ้น อย่างเช่นปัญหาเด็กแว๊นซ์กวนเมือง แต่ก็ทำให้เกิดกลไกแบบใหม่ เช่น ผู้ประกอบการเข้าไปสัมพันธ์กับการเมือง เพราะมีการใช้เครือข่าย อปท.หรือ อบต.ซึ่งไม่ต่างจากการเมืองระดับประเทศ หากเรามองในแง่ประชาธิปไตยที่กำลังเคลื่อนไหว มันคือการเติบโตของกลุ่มคนที่พยายามจะเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง" นายอรรถจักร์ กล่าว

นักวิชาการรายนี้ กล่าวว่า เวลาเลือกตั้ง อปท.จะต้องสร้างกลุ่มทางสังคมที่สร้างชนชั้นเพื่อจะเอาเสียงการเลือกตั้งทั้งหมด ทำให้มีการดูแลทุกๆกลุ่ม ขณะเดียวกันกับการสร้างอำนาจให้ประชาชนรู้สึกว่าตนเองสามารถควบคุมนักการเมืองท้องถิ่นได้ในระดับหนึ่ง  

ขณะที่บาง อบต.เล่นเกมส์ด้วยการสร้างกิจกรรมกลุ่มที่เอาผู้ที่เห็นต่างทางการเมืองมาทำกิจกรรมร่วมกันทั้งเหลือง-แดง แต่ก็ไม่มีการตีกันเกิดขึ้นซึ่งต่างจากสังคมในเมือง ซึ่งถือว่า เป็นแนวทางสำคัญในการสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง อย่างไรก็ตามเมื่อก่อนชาวบ้านมีความหมายเดียว คือ คนที่อยู่ภายใต้อำนาจรัฐ แต่วันนี้เมื่อพูดถึงชาวบ้าน ความหมายเปลี่ยนไป นายก อบต.บางคนไม่ได้ตำแหน่ง เพราะเขาไม่ฟังเสียงชาวบ้าน คำว่า ชาวบ้านถูกใช้เป็นอำนาจต่อรอง เช่นเดียวกับคำว่า ลูกค้า อันแสดงให้เห็นถึงการจัดความสัมพันธ์เชิงค้าขายที่มีระยะห่าง การใช้คำเรียกว่าพี่น้อง หรือคุณ เปลี่ยนแปลง ทำให้มีความเสมอภาค ภายใต้ระยะห่างมากขึ้น 

นายอรรถจักร์ กล่าวอีกว่า การสร้างตลาดภายในประเทศที่เข้มแข็งจะเป็นการสร้างฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า ซึ่งหากเราปรับฐานในส่วนนี้ได้ ในระยะยาวจะเป็นการเปลี่ยนผู้ประกอบการเหล่านี้เป็นผู้ประกอบการระยะยาวได้ ซึ่งส่งผลดีต่อระบบภาษีของประเทศ เราต้องคิดใหม่ทั้งระบบจับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐในเมืองและรัฐท้องถิ่น โดยเริ่มต้นจากการมองเห็นลักษณะเด่นหลักในชนบทแล้วค่อยขยับหาวิธีการสร้างสังคมใหม่ หากเราไม่รู้ว่าสังคมชนบทคืออะไร เราจะเดินไปไม่ถูก ซึ่งเรื่องสำคัญคือการเข้าใจว่า การเป็นผู้ประกอบการของประชาชนในชนบทนั้นเป็นอาชีพหลัก ไม่อย่างนั้นเราก็ยังคงหาทางออกไม่ได้