กสม.เสนอกรธ. ปรับการสรรหากรรมการ ให้เชื่อมโยงประชาชน เขียนบทบัญญัติคุ้มครองการรับผิดทางเพ่ง อาญา
ในการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีนายสุพจน์ ไข่มุกด์ รองประธานกรธ. เป็นประธานการประชุม ได้รับฟังความเห็นและข้อเสนอของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)จากกสม. ทั้ง 7 คน นำโดยนายวัส ติงสมิตร ประธานกสม.โดยนายสุพจน์ กล่าวตอนหนึ่งระหว่างรับฟังความเห็นว่ากรธ.จะไม่นำกสม.ไปควบรวมกับผู้ตรวจการแผ่นดินอย่างแน่นอน เพราะทราบถึงความสำคัญขององค์กรในงานระดับประเทศ ทั้งนี้ตนเชื่อมั่นว่ากสม.ชุดใหม่จะมุ่งมันรักษาระดับคุณภาพให้กสม.ไทยให้ทัดเทียมกับกสม.ของต่างประเทศได้
ทั้งนี้นายวัส ฝากประเด็นให้ที่ประชุมพิจารณาด้วยว่าจากกรณีที่องค์กรสิทธิมนุษยชนระดับสากล (ไอซีซี) ลดระดับกสม. ไทยจากระดับเอ เป็นระดับบี และมีหนังสือมาถึงกสม.ให้โต้แย้งกรณีดังกล่าวภายในวันที่ 22 ธ.ค. 58 นั้นจากการพิจารณาพบว่ามี 3 สาเหตุสำคัญของการลดเกรด คือ
1.กรรมการสรรหา กสม. ขาดกรรมการที่มาจากภาคองค์กรพัฒนาเอกชน หรือภาคประชาชน แม้ว่าในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)กสม.พ.ศ.2542 จะบัญญัติให้มีกรรมการสรรหาที่มาจากภาคประชาสังคม แต่เมื่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ถูกยกเลิกและมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาบังคับใช้ทำให้กรรมการสรรหา จำนวน 7 คนมาจากองค์กรศาลส่วนใหญ่ ซึ่งขาดการเชื่อมโยงประชาชน ดังนั้นหากมีการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องและเชื่อมโยงจากภาคประชาสังคมเชื่อว่ากสม.ไทยจะพ้นจากการลดเกรดดังกล่าวได้ เหมือนกับประเทศมาเลเซียที่เคยพ้นการลดเกรดมาแล้ว ด้วยการแก้ไขกฎหมายโดยปรับรายละเอียดการสรรหาให้เชื่อโยงกับภาคประชาชนมากขึ้น
2.กรณีที่กฎหมายที่เกี่ยวกับกสม. ไม่ให้ความคุ้มครองการรับผิดทางเพ่ง และทางอาญา ต่อกรณีทำหน้าที่อย่างสุจริต ซึ่งไอซีซีพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่สอดคล้องกับกติกาของไอซีซีและหลักการปารีส ซึ่งตนมองว่าหากปรับกฎหมายให้มีเนื้อหาดังกล่าวเชื่อว่าจะไม่ถูกลดเกรด
และ 3.การทำรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนประจำปีที่ล่าช้า โดยกรณีดังกล่าวกสม. ชุดใหม่จะวางแผนต่อการทำงานรายตั้งแต่ต้นปี เพื่อให้การทำรายงานดังกล่าวเสร็จทันกำหนดเวลาและไม่ล่าช้า





