สมศ.เผยร.ร.เล็กไม่ผ่านมาประเมิน พบปัญหาตัวบ่งชี้เรื่องผลสัมฤทธิ์มากที่สุด ชี้หลายแห่งเด็กยังอ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้
ศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ.) กล่าวถึงกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทำหนังสือขอขยายเวลาการส่งแผนพัฒนาสถานศึกษาที่ไม่ผ่านการประเมินภายนอกรอบสามจาก สมศ. จำนวน 8,055 แห่ง จากเดิมที่ต้องส่งภายในเดือนธันวาคม และประเมินให้เสร็จสิ้นภายในเดือนมกราคม 2559 เป็นเดือนมีนาคม 2559 ว่า ช่วงเวลาที่ สพฐ.เสนอมาไม่น่าจะมีปัญหา โดยเร็วๆ นี้ สมศ.จะนำเรื่องดังกล่าวเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป ทั้งนี้การที่พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีความห่วงใยคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กกว่า 9,000 โรงที่ไม่ผ่านการประเมินรอบสามนั้น ถือเป็นเรื่องดี และเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น
"เท่าที่ดูตัวบ่งชี้ที่ทำให้โรงเรียนไม่ผ่านการประเมินมากที่สุด มี 3 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน ซึ่งพบว่ามีปัญหามากที่สุด รองลงมาคือ การประกันคุณภาพภายใน และการบริหารจัดการ ส่วนเรื่องอื่น ๆ นั้นถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง อย่างไรก็ตาม ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็ก ถือเป็นตัวบ่งชี้สำคัญ ที่ สมศ.ใช้ในการประเมิน และเท่าที่ดูยังมีโรงเรียนขนาดเล็กหลายแห่ง ที่พบว่ามีเด็กยังอ่านไม่ออก อ่านไม่คล่อง เขียนไม่ได้ จึงไม่แปลกที่จะไม่ผ่านการประเมิน ครั้งนี้ถือเป็นเจตนาที่ดีของศธ. ในการเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น เพราะบางอย่างโรงเรียนก็ไม่สามารถแก้ไขข้อบกพร่องได้เอง อาทิ การพัฒนาสื่อและอุปกรณ์การเรียนการสอน การพัฒนาครู เป็นต้น”ศ.ดร.ชาญณรงค์ กล่าวและว่า ทั้งนี้ การจะยุบเลิกหรือยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กบางแห่ง เพื่อแก้ปัญหาในภาพรวมนั้น เป็นคนละเรื่องกับการพัฒนา ดังนั้นการแก้ไขปัญหาจึงต้องให้ศธ.เป็นผู้บริหารจัดการเอง





