ศาลแพ่งนัดพิพากษา"ดีเอสไอ"ฟ้องเรียก2.6ล้าน "พุทธะอิสระ–4แกนนำกปปส." บุกดีเอสไอ ธ.ค.56 หลังจำเลยปากสุดท้ายเบิกความเสร็จลุ้นตัดสิน15ก.พ.นี้
ศาลนัดสืบพยานจำเลย คดีที่พนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง หลวงปู่พุทธะอิสระ หรือ พระสุวิทย์ ธีรธัมโม , พล.ต.สมเกียรติ วัฒนวิกย์กิจ. , นายชุมพล จุลใส , นายนิติธร ล้ำเหลือ และน.ส.อัญชลี ไพรีรัก แกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) เป็นจำเลยที่ 1 - 5 เรื่องละเมิด เรียกค่าเสียหาย 2,663,409 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากกรณีเดือน ธ.ค.56 ที่จำเลยทั้ง 5 เป็นแกนนำ กปปส. พาผู้ชุมนุม ร่วมกันเข้าไปในอาคารดีเอสไอ แล้วทำให้เกิดความเสียหาย ซึ่งโจทก์ ได้ยื่นฟ้องคดีเมื่อวันที่ 18 พ.ย.57
โดยวันนี้ นายนิติธร จำเลย เป็นพยานปากสุดท้าย เบิกความสรุปว่า วันที่มีการชุมนุม จำเลยได้ขึ้นปราศรัยพูดถึงการทำงานของ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอในขณะนั้นจริง แต่ยืนยันว่ากลุ่มผู้ชุมนุมไม่ได้มีการผลักดันเพื่อที่จะเข้าในพื้นที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ดีเอสไอแน่นอน เนื่องจากเป็นประตูกระจก มีโซ่คล้องอยู่จึงไม่สามารถที่จะเข้าไปได้หากไม่มีคนเปิด หากมีการผลักดันเข้าไปย่อมทำให้กระจกประตูแตก
นายนิติธร จำเลย เบิกความด้วยว่า ที่ผ่านมาไม่เคยทราบว่า มีการแจ้งเรื่องกระจกประตูทางเข้า มีความเสียหาย ส่วนเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) กับ กปปส.นั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกัน แต่มีเจตนาเดียวกันในเรื่องของการปฏิรูปประเทศ ซึ่งแต่ละเวทีก็มีการแนวทางการเคลื่อนไหวในเรื่องการปฏิรูปเป็นของตัวเอง โดย คปท.นั้นมีการเคลื่อนไหวในเรื่องการปฏิรูปประเทศมาก่อนที่จะมีการตั้ง กปปส.
หลังจากเบิกความเสร็จสิ้น ศาลได้นัดอ่านคำพิพากษา ในวันที่ 15 ก.พ.59 เวลา 09.00 น.
ภายหลัง น.ส.พวงทิพย์ บุญสนอง หนึ่งในทีมทนายความ กล่าวว่า การฟ้องเรียกค่าเสียหาย รวม 2 ล้านกว่าบาท ของดีเอสไอนั้น อ้างถึงความเสียหายในส่วนของคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่สูญหายในช่วงการชุมนุม และค่าเสียหายอื่น





