โพลล์ชี้คนอีสาน อยากให้รัฐบาลปราบคอรัปชั่น ประเมินให้คะแนน "ประยุทธ์" สอบผ่าน ย้ำหากเลือกตั้งปี60 ยังไม่ตัดสินใจ56% เลือกเพื่อไทย23.5%
ผศ.ดร.สุทิน เวียนวิวัฒน์ หัวหน้าโครงการอีสานโพล (E-Saan Poll) ศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน (ECBER) คณะวิทยาการจัดการมหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง "คนอีสานประเมินการปฏิรูปประเทศ” ซึ่งพบว่า คนอีสานให้เกรดเฉลี่ย รัฐบาลและ คสช. ในการปฏิรูปประเทศ 2.46 จากเต็ม 4 ต้องการให้มีการปฏิรูปด้านสวัสดิการ ปัญหาคอร์รัปชัน และที่ดินทำกินและการเกษตรมากที่สุด แนะ สว. ควรมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด และนายกฯ ต้องเป็น ส.ส.หรือไม่ยังก้ำกึ่ง เสนอใช้บัตรลงคะแนน 2 ใบเหมือนเดิม ยุบรวม อบต. หรือไม่ยังก้ำกึ่ง รอเลือกตั้งใหม่ได้นานสุดไม่เกินช่วงปลายปี 2560 ถึงต้นปี 2561 และเชื่อว่าหลังจากได้รัฐธรรมนูญใหม่ประเทศจะดีขึ้น
ผศ.ดร.สุทิน เวียนวิวัฒน์ หัวหน้าโครงการอีสานโพล เปิดเผยว่าการสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความคิดเห็นของคนอีสานต่อการปฏิรูปประเทศและร่างรัฐธรรมนูญทำการสำรวจระหว่างวันที่14-22พฤศจิกายน 2558 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,069 รายในเขตพื้นที่ภาคอีสาน 20 จังหวัด
เมื่อสอบถามความเห็นของกลุ่มตัวอย่างกับการทำงานของรัฐบาลและคสช. ในการเข้ามาปฏิรูปประเทศอย่างไรกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 9.9 เห็นว่าดีมาก (เกรด 4) ร้อยละ 41.4 เห็นว่าอยู่ในระดับดี (เกรด 3) ร้อยละ 36.4 เห็นว่าพอใช้ (เกรด 2) ร้อยละ 9.7 เห็นว่าควรปรับปรุง (เกรด 1) และร้อยละ 2.6 เห็นว่าไม่ผ่าน/สอบตก (เกรดศูนย์) เมื่อคำนวณเป็นเกรดเฉลี่ยจากเต็ม 4 จะได้ 2.46 จัดว่าอยู่ในเกณฑ์พอใช้ค่อนไปทางดี อย่างไรก็ตามเกรดเฉลี่ยในช่วงนี้ยังน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการสำรวจผลงาน
สำหรับความต้องการให้มีการปฏิรูปให้เป็นรูปธรรมมากที่สุด โดยการให้เลือกได้สูงสุด 3 ประเด็น นั้นพบว่า ประเด็นสำคัญ 5 อันดับแรกมีดังนี้ อันดับที่ 1 คือเรื่อง “สวัสดิการ” ร้อยละ 19.3 อันดับที่ 2 คือ “ปัญหาคอรัปชั่น” ร้อยละ 18.9 อันดับที่ 3 คือ “ที่ดินทำกินและการเกษตร” ร้อยละ 16.4 9 อันดับที่ 4 คือ “กระบวนการยุติธรรม” ร้อยละ 10.7 และอันดับที่5 คือ “การศึกษา” ร้อยละ 10.2 ขณะที่ “การได้มาของ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี สส. และ สว.” กลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญเป็นอันดับ 6 ที่ร้อยละ 6.5 ตามมาด้วย “การกระจายอำนาจให้จังหวัดและท้องถิ่น” ร้อยละ 6.0 “ระบบและโครงสร้างภาษี” ร้อยละ 5.9 “จิตสาธารณะและการยอมรับความเห็นต่าง” ร้อยละ 3.6 “กองทัพและตำรวจ” ร้อยละ 1.5 “ธุรกิจพลังงาน” ร้อยละ 0.5 และด้านอื่นๆ ร้อยละ 0.4
ในส่วนของความคิดเห็นเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภาควรเป็นอย่างไร กลุ่มตัวอย่างกว่าร้อยละ 61.3 เห็นว่าควรมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด รองลงมาร้อยละ 33.1 เห็นว่าควรผสมทั้งเลือกตั้งและสรรหาจากตัวแทนสาขาอาชีพต่างๆ มีเพียงร้อยละ 5.6 เห็นว่าควรสรรหาจากตัวแทนสาขาอาชีพต่าง ๆ
อีสานโพล ได้สอบถามต่ออีกว่า ถ้าที่มาของสส. มีทั้งระบบแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อในการเลือกตั้งควรมีการลงคะแนนอย่างไร กลุ่มตัวอย่างกว่าร้อยละ 86.6 เห็นว่าควรมีบัตรลงคะแนน 2 ใบแยกเลือกพรรคและเลือกคน (ระบบเดิม) ร้อยละ 13.3 เห็นว่าควรมีบัตรลงคะแนน1 ใบลงคะแนนให้ผู้สมัครสส. เขตแล้วคำนวณจำนวนสส. บัญชีรายชื่อทางอ้อม มีเพียงร้อยละ 0.1 ที่เสนอรูปแบบอื่น ๆ
สำหรับความคิดเห็นเกี่ยวกับนายกรัฐมนตรีต้องเป็นส.ส. หรือไม่อย่างไรกลุ่มตัวอย่างกว่าร้อยละ53.1 เห็นว่าต้องเป็น สส. เท่านั้น ขณะที่อีกร้อยละ 46.9 เห็นว่าไม่จำเป็นต้องเป็น สส. โดยแยกเป็น ร้อยละ 27.3 เห็นว่าอาจไม่เป็นสส. ก็ได้แต่ต้องได้รับโหวตจากสส. มากกว่าปกติ และอีกร้อยละ 19.6 เห็นว่าอาจไม่เป็นสส. ก็ได้แต่ต้องขึ้นบัญชีรายชื่อไว้
นอกจากนี้อีสานโพลได้สอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับ อบต. ควรมีการปฏิรูปอย่างไรกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 53.7 เห็นว่าคง อบต. ไว้เหมือนเดิม ขณะที่อีกร้อยละ 46.3 เห็นควรให้มีการยุบรวมโดยแยกเป็น ร้อยละ 26.3 เห็นว่าควรยุบรวมเฉพาะอบต. ขนาดเล็กเข้าไว้ด้วยกัน ร้อยละ 19.9 เห็นว่าควรยุบรวบอบต. และเทศบาลทั้งหมดในหนึ่งอำเภอให้เป็นเทศบาลอำเภอแห่งเดียว และร้อยละ 0.1 ที่เห็นว่าควรยุบรวมในรูปแบบอื่น ๆ
สำหรับความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งหากเกิดเหตุสุดวิสัยร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติและการเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปท่านรอการเลือกตั้งใหม่ได้นานแค่ไหนกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 52.2 เห็นว่าควรเป็นช่วงปลายปี 2560 รองลงมาร้อยละ 18.9 เห็นว่าควรเป็นช่วงต้นปี 2561 ร้อยละ 8.4 เห็นว่าควรเป็นช่วงกลางปี 2561 ร้อยละ 6.3 เห็นว่าควรเป็นช่วงปลายปี 2561 ร้อยละ 2.7 เห็นว่าควรเป็นช่วงต้นปี 2561 และอีกร้อยละ 11.5 เห็นว่าควรเป็นช่วงกลางปี 2562 หรือรอได้นานกว่านั้น
อีสานโพล ได้สอบถามต่อว่าหากมีการเลือกตั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้นในปี 2560 ท่านจะลงคะแนนให้พรรคใด กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 56.0 ระบุว่ายังไม่ตัดสินใจ รองลงมาร้อยละ 23.5 ระบุว่าจะลงคะแนนให้พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 7.9 จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 6.8 ระบุว่าไม่เลือกพรรคใด (โหวตโน) ร้อยละ 2.4 จะเลือกพรรคภูมิใจไทย และอีกร้อยละ 3.3 จะเลือกพรรคอื่นๆ
ท้ายสุดอีสานโพล ได้สอบถามเกี่ยวกับความคาดหวังหลังจากปฏิรูปประเทศและได้รัฐธรรมนูญใหม่ในปี 2560 ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 42.1 คาดหวังว่าประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นเล็กน้อย ร้อยละ 27.1 คาดว่าจะดีขึ้นมาก ร้อยละ 27.0 คาดว่าเหมือนเดิม ร้อยละ 2.1 คาดว่าแย่ลงเล็กน้อย และมีเพียงร้อยละ 1.7 ที่คาดว่าจะแย่ลงมาก
ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง มีความเชื่อมั่นในการพยากรณ์ 99% และคลาดเคลื่อนได้บวกลบ 4%ประกอบด้วยเพศหญิงร้อยละ 55.0 เพศชายร้อยละ 45.0 ส่วนใหญ่อายุ 36-45 ปีร้อยละ 31.6 รองลงมา ร้อยละ 28.3 มีอายุ 26-35 ปี อายุ 46-55ปีร้อยละ 20.1 อายุ 18-25ปี ร้อยละ 13.2 อายุ 56-60 ปี ร้อยละ 4.6 และอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 2.2





