กรธ. เล็งใช้วิธีเลือกส.ว.เป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง กำลังศึกษาให้มีการเลือกตั้งทางอ้อม ลั่นโอนการถอดถอนไปให้องค์กรอิสระ
นายนรชิต สิงหเสนี โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แถลงถึงความคืบหน้าการร่างรัฐธรรมนูญว่า ที่ผ่านมา กรธ. ได้พิจารณาในส่วนที่เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดหลักการเกี่ยวกับองค์ประกอบของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ได้ที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่เหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ มีความเป็นธรรม เป็นที่ยอมรับของสังคม ซึ่งจะประกอบด้วยผู้ที่มีความชำนาญในการตัดสินคดีความ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ด้านวิชาการและประสบการณ์ในด้านต่างๆ
ทั้งนี้ที่ประชุมยังได้กำหนดหลักการอื่นๆที่เกี่ยวข้อง อาทิ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ องค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหา และวาระการดำรงตำแหน่ง เป็นต้น
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจาณาเห็นชอบตั้ง คณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการปฏิรูปการศึกษา และการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งมีนางจุรี วิจิตรวาทการ, นายชาติชาย ณ เชียงใหม่, นายภัทระ คำพิทักษ์, นายสุพจน์ ไข่มุกด์ และนายอุดม รัฐอมฤต เป็นสมาชิกคณะอนุกรรมการดังกล่าว โดยมีหน้าที่พิจารณาและศึกษาแนวทางการปฏิรูปการศึกษา และการบังคับใช้กฎหมายเพื่อบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญ
นายนรชิต กล่าวอีกว่า ในเรื่องที่มาของ ส.ว. ที่มีการพิจารณา ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุปแต่ที่ผ่านมาก็มีการเสนอข่าวต่างๆมากมาย มีความคลาดเคลื่อนพอสมควร จึงขอชี้แจงว่า กรธ. มีแนวทางค่อนข้างชัดเจนว่าต้องการให้ ส.ว เป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง โดยวิธีการเลือกตั้งโดยตรงนั้นก็เป็นวิธีที่ไม่ได้ทำให้ขาดจาดอิทธิพลทางการเมือง ส่วนวิธีการสรรหา ก็ขาดความยึดโยงกับประชาชน หรือการนำทั้งสองวิธีมาผสมกันก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา ดังนั้นสิ่งที่กรธ. กำลังศึกษาอยู่คือวิธีการเลือกตั้งทางอ้อม โดยตัวแทนของประชาชนจากกลุ่มอาชีพ กลุ่มวิชาชีพต่างๆ ให้คัดเลือกตัวแทนของตัวเองเข้ามาเป็น ส.ว. ซึ่งอาจจะเลือกเป็นตัวแทนตั้งแต่ระดับจังหวัด ระดับภูมิภาค จนกระทั่งได้ตัวแทนระดับประเทศ สำหรับคนที่ไม่มีอาชีพก็อาจบัญญัติให้สังกัดกลุ่มอื่นๆ โดย ส.ว. อาจจะมีจำนวน 200 คน ซึ่งกรธ. คิดว่าเหมาะสม ทั้งนี้รายละเอียดส่วนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป แต่ที่มีความชัดเจนแล้วว่า ส.ว. จะไม่มีอำนาจถอดถอน
ทั้งนี้ นายนรชิต กล่าวถึงกรณีที่มีการวิจารณ์เรื่องโอนอำนาจถอดถอนให้องค์กรอิสระว่า เรื่องดังกล่าวเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะกรธ.ได้กำหนดให้หน่วยงานที่พิจารณาให้นักการเมืองพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือจริยธรรมคือ ศาลรัฐธรรมนูญเพียงหน่วยงานเดียว ส่วนช่องทางการยื่นเรื่องหรือให้องค์กรใดไต่สวนว่าจะเข้าข่ายพ้นตำแหน่งหรือไม่ ยังไม่ได้พิจารณา ขณะที่คณะกรรมการป้องและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะไม่มีหน้าที่ถอดถอน แต่จะมีหน้าที่ไต่สวนชี้มูลความผิดนักการเมือง และข้าราชการในคดีทุจริต และส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเท่านั้น ดังนั้นกรธ.ไม่ได้โยกอำนาจการพิจารณาให้พ้นตำแหน่ง หรือการถอดถอนไปให้องค์กรอิสระแต่อย่างใด
"เสรี"รับนายกฯคนนอก
มีการประชุมคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการฯทำหน้าที่ประธานการประชุม ภายหลังการประชุมนายเสรี กล่าวว่า ที่ประชุมหารือเรื่องที่มาของนายกรัฐมนตรี โดยเสียงส่วนใหญ่เห็นพ้องไปในทางเดียวกันว่า ที่มานายกฯต้องมาจากส.ส.เป็นผู้ลงมติเลือกซึ่งจะเป็นส.ส.หรือไม่เป็นส.ส.ก็ได้ แต่หากเป็นกรณีนายกฯคนนอกที่ไม่ได้มาจากส.ส. ต้องมีเสียงส.ส.สนับสนุน 3 ใน 5 ของจำนวนส.ส.ทั้งหมด เพื่อเปิดช่องหาทางออกให้ประเทศในภาวะวิกฤตป้องกันการฉีกรัฐธรรมนูญในยามที่หาทางออกไม่ได้ บางครั้งต้องยอมรับเรื่องนายกฯคนนอก เพราะถึงอย่างไรก็มาจากความเห็นชอบจากสภาฯ ถือว่ามาจากประชาชนเช่นกัน แต่เป็นการเลือกตั้งทางอ้อม ไม่ใช่ทางตรง
นอกจากนี้ ที่ประชุมหารือถึงมาตรการแก้ปัญหาการทุจริตเลือกตั้ง โดยเห็นตรงกันว่า การแก้ปัญหาซื้อเสียง ต้องมีบทลงโทษรุนแรงกับทุกฝ่ายที่มีส่วนร่วมทุจริต เช่น นายทุนส.ส. หัวคะแนน รวมถึงคนซื้อเสียงด้วยการลงโทษต้องไม่มีการรอลงอาญา เช่น จำคุก 20-30 ปี การถูกตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต เพื่อให้เกิดความเกรงกลัวต่อกฎหมาย และหากพบว่า มีกรรมการบริหารพรรคร่วมรู้เห็นในการทุจริตหรือซื้อเสียง ต้องถูกยุบพรรคด้วย
"สมพงษ์"ชี้นายกฯคนนอกคงเกิดขึ้นยาก
นายสมพงษ์ สระกวี กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง กล่าวว่า ในที่ประชุมกมธ.เห็นไปในแนวทางเดียวกันถึงที่มาของนายกฯว่า หากมาจากส.ส.ให้ใช้เสียงส.ส.รับรองไม่ต่ำกว่าครึ่งของจำนวนส.ส.ทั้งหมด แต่หากเป็นกรณีนายกฯคนนอกต้องมีเสียงส.ส.สนับสนุนไม่ต่ำกว่า 75% เพื่อวางเงื่อนไขให้กรณีนายกฯคนนอกเกิดขึ้นได้ยาก และต้องเป็นกรณีจำเป็นที่ทุกพรรคการเมืองเห็นพ้องต้องกันจริงๆเท่านั้น รวมทั้งมีการเพิ่มเติมเงื่อนไขด้วยว่าหากส.ส.ไม่สามารถตกลงกันได้เรื่องการเลือกตัวนายกฯภายใน 30 วัน หลังจากเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ให้ยุบสภาแล้วจัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งที่ประชุมได้วิเคราะห์กันว่า กรณีนายกฯคนนอกคงเกิดขึ้นลำบาก
เพราะพรรคขนาดใหญ่พรรคขนาดกลางต้องให้ความยินยอมด้วยหากพรรคใหญ่และพรรคกลางไม่เล่นด้วย โอกาสมีนายกฯคนนอกจะเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะต้องใช้เสียงส.ส.รับรองมากกว่า 75%อย่างไรก็ตามความเห็นเหล่านี้ยังไม่ใช่มติอย่างเป็นทางการของกมธ. เป็นเพียงความเห็นที่กมธ.เห็นคล้อยไปในแนวทางเดียวกัน จะต้องนำไปหารือฝ่ายต่างๆเช่น กรธ. ให้เกิดความชัดเจนก่อน





