รองโฆษกตำรวจยันตำรวจกองปราบ 2 นาย เข้าไปเกี่ยวข้องพัวพันการกระทำผิดแอบอ้างสถาบันฯ ในการแสวงหาผลประโยชน์ ม.112 จริง
พล.ต.ต.ทรงพล วัธนะชัย รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าว ความคืบหน้าคดีแอบอ้างสถาบันเบื้องสูงเรียกรับผลประโยชน์ความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนมีข้อมูลพบว่า อดีตตำรวจกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) 2 ใน 4 นาย ที่ลาออกจากราชการไปก่อนหน้านี้ มีส่วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับการกระทำผิดตามที่ปรากฏเป็นข่าวจริง โดยขณะนี้ต้องรอให้ชุดสืบสวนส่งเรื่องไปให้ชุดสอบสวนดำเนินการขยายผลต่อไป เพื่อหาข้อเท็จจริงโดยละเอียด แต่ขณะนี้ยังไม่มีการออกหมายจับแต่อย่างใด ต้องรอให้เจ้าหน้าที่ขยายผลก่อนว่า นายตำรวจทั้ง 2 นายเกี่ยวข้องในเรื่องใดประเด็นใด
รองโฆษก ตร. กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่ทราบว่า นายตำรวจกองปราบปราม 2 นายอยู่ในพื้นที่ใด ต้องรอการตรวจสอบอีกครั้ง หากปรากฏความชัดเจนแล้วจะมีการแจ้งให้สื่อมวลชนทราบอีกครั้ง และขณะนี้มีเพียงนายตำรวจกองปราบปราม 2 นาย ที่ชุดสืบสวนแจ้งว่า อาจมีความเกี่ยวข้อง ซึ่งก็ต้องรอการตรวจสอบต่อไป สุดท้ายหากปรากฏว่ามีตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องมากกว่านี้ ชุดสืบสวนจะต้องแจ้งให้ทราบเอง ส่วนจะมีการกันตำรวจทั้ง 2 นายไว้เป็นพยานหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับพนักงานสอบสวน
ขณะที่การติดตามตัว พ.อ.คชาชาติ บุญดี หรือ เสธโจ้ อดีตนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำกองทัพภาคที่ 3 ผู้ต้องหาคดี ม.112 ที่กำลังหลบหนีอยู่นั้น พล.ต.ต.ทรงพล กล่าวว่า เรื่องนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังอยู่ในระหว่างเร่งติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่ขณะนี้ยังไม่ทราบว่า ผู้ต้องหาหลบหนีไปอยู่ในพื้นที่ใด และยังไม่ได้รับรายงานการเพิกถอนหนังสือเดินทางจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม สำหรับคดีดังกล่าว ทาง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้กำชับและเร่งรัดการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
ด้าน พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง กล่าวถึงความคืบหน้าการทำสำนวนคดีดังกล่าวว่า สำหรับสำนวนคดีอีก 7 สำนวนที่เหลือของ พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รรท. รอง ผบ.ตร. นั้นตอนนี้คงต้องรอผลการตรวจสอบพยานหลักฐานในทางเทคนิคอีกเล็กน้อย หรืออาจต้องมีการสอบสวนพยานเพิ่มเติมเพื่อความรอบคอบ แต่สำหรับสำนวน 5 สำนวนที่ส่งไปก่อนหน้านี้ คาดว่ากระบวนการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะเสร็จสิ้นและสามารถส่งให้อัยการสั่งฟ้องต่อศาลได้ภายในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้ หากการสืบสวนสอบสวนพบว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจคนใดเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายมาตรา 112 ก็จะดำเนินการอย่างเด็ดขาด และไม่มีการละเว้นแน่นอน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมามีตำรวจกระทำผิด ม.112 บ่อยครั้ง จะเรียกคืนภาพลักษณ์ในฐานะผู้รักษากฎหมายอย่างไร พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ กล่าวว่า เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่ละคน แต่อย่างไรก็ดีเรื่องนี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้กำชับและกวดขันผู้ใต้บังคับบัญชาตั้งแต่ระดับล่างถึงระดับบนไม่ให้กระทำผิดกฎหมายข้อนี้โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องการกวาดบ้านของตัวเองให้สะอาด และปรับทัศนคติของข้าราชการตำรวจให้ดีขึ้น เชื่อว่าภายในไตรมาสแรกประชาชนจะได้เห็นตำรวจเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นแน่นอน
พล.ต.ต.ทรงพล กล่าวว่า นโยบายของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัดเจนว่าหากพบเนื้อร้ายอยู่ในองค์กรตำรวจก็ให้ตัดทิ้งทันที ต้องยอมเสียอวัยวะเพื่อรักษาองค์กรเอาไว้ ไม่เลี้ยงเอาไว้แน่นอน หากพบว่าตำรวจประพฤติมิชอบต้องสืบสวนสอบสวนให้แน่ชัดและดำเนินการขั้นเด็ดขาด ไม่มีอภิสิทธิ์มใดๆ ใครทำอะไรผิดไว้ก็ต้องรับผิดชอบเอาเอง แต่ขณะนี้ไม่สามารถยืนยันได้ว่าในอนาคตจะไม่มีตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดตาม ม.112 อีกได้ เพราะเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องจิตสำนึกส่วนบุคคลใครทำก็ต้องรับผิดชอบกันเอง

