วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ออกหมายจับ'อดีตผู้ก่อตั้งบ.บลิสเชอร์' รับโทษอาญาร่วมฉ้อโกง

ออกหมายจับ "อดีตผู้ก่อตั้งบริษัทบลิสเชอร์ " รับโทษอาญาร่วมฉ้อโกง หลอกสมาชิกซื้อทัวร์ฟรีคุกคนละ 120,945 ปี หลังฎีกาไม่เป็นผล

ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ ด.4756/2537ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร2เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องบริษัท บลิสเชอร์ อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด,น.ส.อังสุนีย์ พัฒนานิธิ อดีตกรรมการบริษัทฯ,น.ส.ปัรจวรรณ เบญจมาศมงคล อดีตผู้ก่อตั้งบริษัทฯและผู้ถือหุ้น,นายแสงทอง แซ่กิม อดีตผู้ก่อตั้งบริษัทฯ และพนักงานฝ่ายขายอิสระ และนายอรรณพ หรืออาร์ต กุลเสวตร์ อดีต ผจก.สาขาศูนย์สีลม เป็นจำเลยที่1-5ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา343และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527มาตรา4 , 5 , 12 , 15ตามฟ้องอัยการโจทก์ 

ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่18ก.ค.34-11ก.พ.37บ.บลิสเชอร์ฯ ประกอบธุรกิจจัดสรรวันพักผ่อน หรือไทม์ แชริ่ง โฆษณาชักชวนประชาชนให้สมัครสมาชิกใช้บริการที่พักฟรีตามสถานที่พักตากอากาศ หรือโรงแรมที่บริษัทฯ จำเลยจัดไว้ เป็นเวลา 4 วัน 4 คืนต่อปี หรือฟรีโฟร์ นาน 20 ปี มีรูปแบบการสมัครสมาชิกเป็นรูปแบบบัตรทอง และบัตรเงิน โดยบัตรเงิน จ่ายค่าสมาชิกปีละ 30,000 บาท พร้อมค่าบำรุงปีละ 2,500 บาท และบัตรทอง จ่ายค่าสมาชิก 60,000 บาท พร้อมค่าบำรุงปีละ 4,500 บาท หากสมาชิกรายใดจะสมัครเป็นฝ่ายขายต่อจะต้องเสียค่าสมัครเพิ่ม 1,500 บาทต่อปี และหากหาสมาชิกได้จะได้ค่านายหน้าเพิ่มรายละ 5,000 บาท มีผู้เสียหายหลงเชื่อสมัครเป็นสมาชิก 24,189 ราย มูลค่าความเสียหาย 826,266,000 บาท ต่อมากระทรวงการคลังพบว่า จำเลยไม่อาจดำเนินการซื้อขายสินค้าตามที่ประกาศได้ เพราะไม่มีสินค้าให้ไปขายจริง และให้ค่าตอบแทนในวิธีฟรีโฟร์ คิดแล้วสูงกว่าดอกเบี้ยที่กฎหมายกำหนด ไม่มีการประกอบกิจการจริง อันเป็นการกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน จำเลยให้การปฏิเสธ 

โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 4 มี.ค.51ให้จำคุก น.ส.อังสุนีย์ อดีตกรรมการบริษัทฯ,นายแสงทอง อดีตผู้ก่อตั้งบริษัทฯ และนายอรรณพ อดีต ผจก.สาขาศูนย์สีลม จำเลยที่2, 4 , 5ฐานฉ้อโกงประชาชน คนละ120,945ปี แต่ตามกฎหมายเมื่อรวมลงโทษทุกกระทงแล้ว ให้จำคุกจำเลยที่2,4และ5ไว้คนละ20ปี และพิพากษายกฟ้อง บริษัท บลิสเชอร์ฯ จำเลยที่ 1 กับน.ส.ปัรจวรรณ อดีตผู้ก่อตั้งบริษัทฯ จำเลยที่3เนื่องจากไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นกับการวางแผนบริหารนโยบายดังกล่าว 

ขณะที่ชั้นอุทธรณ์ มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 56 ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นต่อมาา น.ส.อังสุนีย์ อดีตกรรมการบริษัทฯ จำเลยที่2และนายแสงทอง อดีตผู้ก่อตั้งบริษัทฯ จำเลยที่4 ยื่นฎีกาสู้คดี 

แต่วันนี้ เมื่อถึงเวลานัดปรากฏว่าน.ส.อังสุนีย์ อดีตกรรมการบริษัทฯ จำเลยที่2และนายแสงทอง อดีตผู้ก่อตั้งบริษัทฯ จำเลยที่4 ไม่ได้เดินทางมาศาล มีเพียงทนายความของนายแสงทอง จำเลยที่ 4 และผู้รับมอบอำนาจของ น.ส.อังสุนีย์ จำเลยที่ 2 มาศาล  

ขณะที่ศาลเห็นว่า ได้ออกหมายจับจำเลยทั้งสองครบกำหนด 1 เดือนแล้ว แต่ยังไม่สามารถติดตามตัวจำเลยทั้งสองมาฟังคำพิพากษาได้ ดังนั้นศาลจึงอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย  โดยศาลฎีกา พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ที่จำเลยที่ 2 และ 4 ฎีกาว่าไม่ได้เป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทบลิสเซอร์ฯ และเห็นว่า บริษัทไม่ได้ประกอบธุรกิจในลักษณะแชร์ลูกโซ่ โดยไม่ทราบว่าบริษัทมีการฉ้อโกงประชาชนนั้น เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น ที่ต้องห้ามฎีกา

ส่วนที่นายแสงทอง จำเลยที่ 4 ฎีกาว่าคำฟ้องโจทก์เกี่ยวกับ บ.บลิสเชอร์ จำเลยที่ 1 ตกไป ทำให้คำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 4 ตกไปด้วย ก็ไม่เป็นสาระแห่งการวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป 

เมื่อฎีกาของจำเลยที่ 2 และ 4 ต้องห้ามฎีกา จึงให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้จำคุก น.ส.อังสุนีย์ อดีตกรรมการบริษัทฯ จำเลยที่ 2 และนายแสงทอง อดีตผู้ก่อตั้งบริษัทฯ จำเลยที่ 4 คนละ 120,945 ปี แต่ตามกฎหมายเมื่อรวมลงโทษทุกกระทงแล้ว ให้จำคุกจำเลยคนละ 20 ปี โดยให้ออกหมายจับจำเลยทั้งสองเพื่อบังคับคดีตามศาลอุทธรณ์ต่อไป