"คณิน"นายกฯไม่ต้องไปสมัครส.ส. สะท้อนให้เห็นเจตนารมณ์ของกรธ.ว่าไม่จำเป็นต้องได้รับเลือกตั้งจากคนไทย ขัดหลักการประชาธิปไตย
นายคณิน บุญสุวรรณ อดีตส.ส.ร.กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)โยนหินถามทางที่ว่านายกรัฐมนตรีจะเป็นส.ส. ก็ได้หรือไม่เป็นส.ส. ก็ได้ สุดแล้วแต่สภาผู้แทนราษฎรจะเลือก แต่สำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็น ส.ส. ต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น การกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นส.ส. ไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น มีเจตนารมณ์เพื่อให้คนที่จะเป็นนายกฯไปสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส. ให้ได้เสียก่อน เมื่อได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. แล้วก็เท่ากับมีคุณสมบัติเพียงพอ และไม่มีลักษณะต้องห้ามที่จะเป็นนายกฯได้ แต่ถ้ารัฐธรรมนูญกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นส.ส.ไว้ อย่างเข้มงวดกวดขัน แต่กลับบอกว่าคนที่จะเป็นนายกฯไม่ต้องไปสมัครส.ส.ก็ได้ สะท้อนให้เห็นเจตนารมณ์ของผู้ร่างว่า คนที่จะเป็นนายกฯของประเทศไทยไม่จำเป็นต้องได้รับเลือกตั้งจากคนไทยก็ได้ ถือเป็นเรื่องที่นอกจากจะขัดกันเองแล้ว ยังขัดต่อหลักการประชาธิปไตยอีกด้วย เพราะเท่ากับว่า ให้ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งส.ส. แต่ไม่มีสิทธิเลือกนายกฯ นั่นเอง
ส่วนกรณีที่จะกำหนดให้แต่ละพรรคการเมืองเสนอชื่อนายกฯก่อนเลือกตั้งจำนวน 5 ชื่อ โดยอาจจะเสนอชื่อซ้ำกับพรรคการเมืองอื่นได้นั้น เข้าใจว่าคงจะออกแบบไว้รองรับบทบัญญัติที่ว่านายกฯเป็น ส.ส. ก็ได้หรือไม่เป็น ส.ส. ก็ได้ รวมทั้งการออกแบบให้มีการกาบัตรใบเดียวแล้วให้ผู้ชนะเป็น ส.ส.เขต และผู้แพ้เป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ โดยหวังว่าจะเอาคะแนนเสียงจากผู้แพ้ซึ่งจะกลายเป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์จากหลายพรรคไปรวมกับผู้แทน ส.ส.เขต ของพรรคที่เป็นอันดับสองแล้วโหวตให้คนนอกซึ่งไม่ได้สมัครรับเลือกตั้งและไม่ได้เป็น ส.ส. มาเป็นนายกฯซึ่งถ้าทำเช่นนี้ คำว่าระบอบประชาธิปไตยจะถูกเปลี่ยนไปจากการปกครองโดยเสียงข้างมาก (ที่ประชาชนเลือก) เป็นการปกครองโดยเสียงข้างน้อย (ที่ประชาชนไม่ได้เลือก)
นายคณิน กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันการกำหนดให้ประชาชนกาบัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียวทั้ง ๆ ที่มีสมาชิกสองประเภท คือ ส.ส.เขต และส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ โดยอ้างว่าเพื่อรักษาคะแนนเสียงของผู้ไปออกเสียงลงคะแนนมิให้ตกน้ำสูญเปล่านั้น เป็นวิธีคิดที่ขัดต่อหลักการประชาธิปไตย เพราะเท่ากับว่าให้ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งแต่ไม่มีสิทธิปกครองตนเอง และไม่มีแม้แต่สิทธิที่จะตัดสินใจกำหนดชะตากรรมของตนเอง
ส่วนกรณีที่กรธ.เสนอให้ริบอำนาจวุฒิสภาในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ตนเห็นว่าเป็นแผนบันไดสี่ขั้นไปสู่เป้าหมายการมีนายกฯคนนอกชัดเจน บันไดขั้นที่1 จะได้ใช้เป็นข้ออ้างที่จะให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการแต่งตั้งทั้งหมดตามพิมพ์เขียว บันไดขั้นที่2 ให้สมาชิกวุฒิสภามีอำนาจแต่งตั้งป.ป.ช และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ บันไดขั้นที่3 ให้ป.ป.ช.และศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจถอดถอนนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฏร และ ส.ส.ด้วยข้อหาทุจริต ฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง หรือขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ และบันไดขั้นที่4 ให้สภาผู้แทนราษฏรเลือกนายกฯที่มาจากคนนอกได้ ซึ่งถ้าเป็นไปตามแผนบันได4ขั้นดังกล่าวนี้
ทั้งนี้ถึงแม้หลังเลือกตั้ง พรรคที่ได้เสียงข้างมากจะได้เป็นรัฐบาลที่มี ส.ส.เป็นนายกฯ แต่ก็จะอยู่ได้ไม่นาน เพราะต้องเจอทั้งดาบ กกต.ดาบ ป.ป.ช. ดาบศาลรัฐธรรมนูญ และดาบวุฒิสภา ในทางกลับกัน ถ้าได้นายกฯที่ไม่ได้เป็นส.ส.ที่เรียกกันว่า“นายกฯคนนอก” ทั้งกกต. ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ และวุฒิสภา ก็จะแปรสภาพเป็น“เกราะคุ้มกัน”อย่างดีให้กับรัฐบาล อย่างไรก็ดีแผนบันไดสี่ขั้นที่ว่านี้จะเป็นฝันสลายถ้ารัฐธรรมนูญกำหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด และนายกฯต้องเป็นส.ส. นี่เป็นตัวแปรสำคัญที่จะที่ตัดสินว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยฯจะผ่านการออกเสียงประชามติของประชาชนหรือไม่





