“พีระศักดิ์” นำ แม่น้ำ 4 สาย ลุยพื้นที่จ..แพร่ รับฟังปัญหา เผยสนช.ลงพื้นที่ 22 จังหวัด ชาวบ้านร้องกว่า 3 พันเรื่อง ขณะที่
ศาลากลางจังหวัดแพร่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นำโดยนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสนช.คนที่ 2 พร้อมด้วยสมาขิกสนช.จำนวน 20 คน อาทิ พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร ประธานคณะกรรมาธิการการพาณิชย์ การอุตสาหกรรม และการแรงงาน น.พ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข นายวัลลภ ตังคณานุรักษณ์ ประธานคณะกรรมาธิการสังคม กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส ได้พบปะหารือกับส่วนราชการและประชาชนในพื้นที่ เพื่อรับฟังปัญหานำไปสู่การแก้ไขของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งตรวจสอบติดตามการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อสภานิติบัญญํติ พร้อมกันนี้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ส่งนายอภิชาต สุขัคคานนท์ รองประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นายนรชิต สิงหเสนี โฆกกรธ.เพื่อรับฟังข้อคิดเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมธรรมนูญ และนายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)รวมทั้งนายสุรศักดิ์ เรียงเครือ ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีเตน 16 ในฐานะตัวแทนรัฐบาล ได้เข้าร่วมด้วย โดยมีนายพิเชษฐ ไพบูลย์ศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ให้การต้อนรับ
นายพีระศักดิ์ กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว57กำหนดให้สนช.ทำหน้าที่ทั้ง ส.ส.และ ส.ว.ซึ่งหน้าที่หลักสนช.คือหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ เช่น การตรากฎหมาย หลังจากลงพื้นที่พบประชาชนในครั้งนี้ โดยครั้งนี้ถือเป็นการครั้งแรกที่แม่น้ำ4สาย ลงพื้นที่พร้อมกัน ทั้งนี้ ที่ผ่านมาแต่ละครั้งสนช.จะประสานไปยังส่วนราชการ เพื่อรับฟังปัญหาเบื้องต้นก่อนเพื่อสรุปประเด็นหาแนวทางแก้ปัญหาอย่างชัดเจน โดยพบว่าในส่วนของ จ.แพร่ มีปัญหาที่ประชาชนต้องการให้มีการแก้ไข4เรื่อง1.น้ำ2.ขยะ3.คมนาคมและ4.เรื่องที่ประชาชนอยากให้มีมหาวิทยาลัยแพร่ ซึ่งในครั้งนี้จะถือโอกาสพบส่วนราชการ และภาคเอกชน ของ จ.แพร่ ขณะเดียวกันจะมีคณะลงพื้นที่ อ.สูงเม่น เพื่อพบปะประชาชนด้วย
ด้านนายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน สนช. กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ 22 จังหวัด เพื่อรับฟังปัญหา อุปสรรคต่างๆของส่วนราชการและประชาชน พบว่า มีปัญหา 3,200 เรื่อง โดยมี 7 กลุ่มปัญหา คือ เรื่องที่ดินทำกิน คมนาคม แหล่งน้ำ การเกษตร เศรษฐกิจปากท้อง การเมือง และอื่นๆ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ทางสนช.ได้ส่งไปให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับปัญหานำไปแก้ไขให้ความช่วยเหลือประชาชน ส่งให้คณะกรรมาธิการสามัญประจำสนช.พิจารณาหาแนวทางแก้ไขปัญหา ขณะที่บางเรื่องที่เกี่ยวกับระบบหรือนโยบายก็ได้ประสานไปยังรัฐบาล นอกจากนี้หากติดขัดเรื่องของกฏหมายทางสนช.ก็จะดำเนินการแก้ไขกฏหมาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างการหารือกับหน่วยงานราชการ นายกล้านรงค์ จันทิก ประธานคณะกรรมาธิการการเมือง สนช.) และในฐานะอดีตกรรมการป.ป.ช. ได้สอบถามความคืบหน้าเหตุสำนักงานป.ป.ช.จังหวัดแพร่ถูกคนร้ายใช้ปืนยิงเข้าไปในสำนักงานเมื่อวันที่19ก.ย.58เป็นการทำลายทรัพย์สินไม่ได้มุ่งร้ายต่อเจ้าหน้าที่ ซึ่งน่าจะเป็นการข่มขู่ ซึ่งสถานที่เกิดเหตุมีกล้องวงจรปิด ซึ่งสามารถจับภาพมีรถผ่านเข้ามาในช่วงเวลาใกล้เคียงกันพอดี จึงไม่น่าจะเกิดความสามารถของทางจังหวัดที่จะดำเนินการจับคนร้ายได้ อย่างไรก็ตามกระทำดังกล่าวน่าจะเป็นการข่มขู่ เนื่องจากป.ป.ช.กำลังสอบสวนโครงการที่มีวงเงินมูลค่า20ล้านบาท จึงฝากผู้ว่าฯเร่งดำเนินการ เพราะการปราบปรามคอร์รัปชั่นเป็นนโยบายของนายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำมาตลอด
ด้านพล.ต.ต.ภาณุเดช บุญเรือง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดแพร่ ผบก.ผ.จว.แพร่ ชี้แจงว่า จากการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรมพบว่า ร่องรอยวัตถุที่กระทบกับกระจกไม่ได้เกิดจากกระสุนปืน แต่น่าจะเกิดจากยิงปืนบีบีกัน แล้วต่อท่อแก๊ซคาร์บอนไดออกไซด์และใช้หัวเซรามิกยิง ซึ่งยืนยันว่าไม่น่าเป็นอาวุธปืน ส่วนรถยนต์ที่อยู่ในภาพของกล้วงวงจรปิดจากกาตรวจสอบเป็นรถของอาจารย์ที่อ.ที่วังชิ้นที่นั่งมากับภรรยา ซึ่งรีบไปร้านคอมพิวเตอร์ที่อยู่ใกล้เคียงเพื่อขอเชือกมามัดท่อกลิ้งไปมาในรถ ซึ่งได้ตั้งสมมติฐานไว้5 ประเด็นว่าเป็นการข่มขู่หรือประทุษร้าย เรื่องนี้เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ อยู่ระหว่างการสอบสวนและจะพยายามคลี่คลายคดีให้เร็วที่สุด





