"พล.อ.ประยุทธ์"ลั่นอีก 17-18 เดือนมีเลือกตั้งแน่นอน ขอแรงทูตและกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลกแจงโรดแม็พการเมืองไทย และช่วยสร้างความเชื่อมั่น
พลตรี วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสาระสำคัญที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานพิธีเปิดการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก ว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีที่ได้มาร่วมในการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ทั่วโลก ถือเป็นครั้งที่ 2 ที่ได้มีการพูดคุยอีกครั้ง โดยการประชุมครั้งนี้เน้นเรื่องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เพราะกระทรวงการต่างประเทศเป็นกลจักรสำคัญในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยกับเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะช่วยยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ และสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุล จะต้องทำหน้าที่เป็นศูนย์ดำรงธรรมที่ให้ความช่วยเหลือ คนไทยในต่างประเทศ นอกจากนั้น การที่ไทยได้รับเลือกให้เป็นประธานกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา(G-77) ในวาระปี 2559 ก็สะท้อนให้เห็นว่านานาชาติให้ความไว้วางใจและเชื่อมั่นในไทย ทุกฝ่ายต้องช่วยกันผลักดันบทบาทนี้ของไทยให้ต่อเนื่องและราบรื่น
พล.ต.วีรชน กล่าวอีกว่า นายกฯยังย้ำให้เอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ ในเรื่องการสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ ว่า รัฐบาลได้บริหารประเทศครบ 1 ปี เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยได้ดำเนินนโยบายต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาของชาติหลายประการ ด้วยเป้าหมายหลัก คือการสร้างความปรองดอง ส่งเสริมการปฏิรูปและพัฒนาการบริหารราชการแผ่นดินให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะนี้อยู่ในขั้นที่ 2 ของโรดแม็พ โดยรัฐบาลได้ปรับโรดแม็พ ให้สอดคล้องกับกรอบเวลาของกระบวนการทางการเมืองในปัจจุบัน ในระยะเวลา 17-18 เดือน หลังจากนี้ ไทยจะมีการเลือกตั้งอย่างแน่นอน ระหว่างนี้ รัฐบาลก็เร่งขับเคลื่อนการบริหารราชการทั้ง 11 ด้าน
ขอให้เอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ติดตามพัฒนาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลได้เดินหน้าอยู่ตลอดเวลา อาทิ ในด้านการเมือง คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญและสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กำลังทำงานอย่างแข็งขัน ด้านเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) อยู่ระหว่างจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 – 2564) ที่จะกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยจะยึดถือแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและเน้นให้คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา นอกจากนี้ รัฐบาลอยู่ระหว่างการยกร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่จะนำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจะมีความต่อเนื่องไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาล
รองโฆษกฯ กล่าวอีกว่า สำหรับการส่งเสริมความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ ที่ให้ความสำคัญกับประเทศเพื่อนบ้าน ภายใต้นโยบาย thailand +1 จะร่วมมือกับทุกประเทศโดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV โดยไม่มีการละทิ้งใครไว้เบื้องหลัง ทั้งนี้ จะต้องขยายความเชื่อมโยงผ่านเส้นทางคมนาคม โดยไม่มองเส้นเขตแดนเป็นอุปสรรคของความร่วมมือ แต่ขณะเดียวกันก็ดูแลความปลอดภัยในจุดผ่านแดนระหว่างไทยกับประเทศต่างๆ
นโยบายเศรษฐกิจหลักๆ ของรัฐบาล คือ สร้างความเติบโตจากภายใน ให้มีความเข้มแข็ง เพื่อเดินหน้าในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในบริบทโลก ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้านและประเทศหลักๆ ที่สำคัญด้วย อาทิ การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ การส่งเสริมความเชื่อมโยง การเป็นศูนย์กลางในด้านต่างๆ รวมทั้งการแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าว เป็นต้น นอกจากนี้ การรักษาความสมดุลของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศมหาอำนาจก็สำคัญ ไทยต้องไม่ขัดแย้งกับใครและจะมุ่งส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค การรักษาความสัมพันธ์กับมิตรประเทศอื่นๆ ก็ยังต้องดำเนินการต่อเนื่อง
อาทิ การจัดให้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนและการหารือกับต่างประเทศ และที่สำคัญ คือ ทุกฝ่ายต้องช่วยกันติดตามผลการเยือนเพื่อผลักดันให้สิ่งที่รัฐบาลได้ตกลงกับผู้นำชาติต่างๆมีความคืบหน้าและสำเร็จเป็นรูปธรรม ขณะนี้รัฐบาลกำลังแก้ไขปัญหาหลายอย่างอย่างจริงจังเพื่อยกระดับมาตรฐานของไทยสู่สากลให้เป็นที่ยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม หรือ IUU การค้ามนุษย์ มาตรฐานการบิน และแรงงานผิดกฎหมาย จะต้องสร้างความเข้าใจกับต่างประเทศต่อไปอย่างต่อเนื่องด้วย





