วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

นักวิชาการวิพากษ์เสนอคนนอกส.ส. ผิดหลักการที่มานายกฯ

นักวิชาการวิพากษ์ที่มานายกฯสูตรใหม่ ชี้ประชาชนเห็นหน้าตานายกฯล่วงหน้า ด้าน"อรรถสิทธิ์"ระบุเสนอคนนอกส.ส.ในรายชื่อได้ผิดหลักการที่มานายกฯ

นายยุทธพร อิสรชัย อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการร่างรัฐธณรมนูญ (กรธ.) มีแนวคิดให้นายกรัฐมนตรี มีที่มาจากบัญชีรายชื่อนายกฯที่พรรคการเมืองเสนอช่วยเลือกตั้งว่า ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ประชาชนก็สามารถรู้หน้าตาของคนที่พรรคจะเสนอให้เป็นนายกฯอยู่แล้ว หากรัฐธรรมนูญกำหนดเพิ่มว่าพรรคต้องเสนอรายชื่อคนที่จะให้เป็นนายกฯก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แม้ว่าการนำเสนอนั้นจะไม่ได้เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือกนายกฯ โดยตรง แต่ก็เป็นการนำเสนอถึงหน้าตาของคนที่พรรคจะเลือกให้เป็นนายกฯซึ่งจะส่งผลดีต่อการตัดสินใจของประชาชน ในส่วนของเงื่อนไขที่ระบุว่าไม่จำเป็นต้องเสนอชื่อส.ส. เป็นนายกฯก็ได้นั้น ตนมองว่าเรื่องนั้นก็ต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจว่าถ้าคุณเลือกพรรคนี้ คุณจะไม่ได้นายกฯที่มาจาก ส.ส.

นายยุทธพรกล่าวอีกว่า ในส่วนที่มีการวิพากษ์ว่าการให้พรรคเสนอบุคคลในบัญชีรายชื่อนายกฯซ้ำได้ จะเป็นการเปิดช่องว่างให้มีพรรคนอมินีของพรรคใหญ่เกิดขึ้น หากเป็นเกิดกรณีเช่นนั้นจริง สังคมก็จะได้รู้พฤติกรรมของพรรคการเมืองว่าเป็นนอมินีของใคร

"ทั้งนี้การนำเสนอชื่อ ก็เป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองที่จะคัดเลือกคนขึ้นมา เป็นบุคคลที่มีคุณภาพได้รับการยอมรับทางสังคม นำเสนอประกอบการตัดสินใจ ณ ตอนนี้เราไม่ได้บอกว่าให้ ประชาชน เป็นผู้เลือก เดี๋ยวสภาจะเลือกอีกที แต่จะเป็นการบอกว่าคนที่เข้าข่ายจะเป็นนายกฯก็มี 5 คนนี้แหล่ะ ถ้าเลือกไป 1 ใน 5 เป็น นายก แน่นอน"นายยุทธพร กล่าว  

นายอรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ตามหลักการแล้วที่มาของนายกฯ นั้นจะต้องมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งตนไม่แน่ใจว่ารายชื่อที่พรรคการเมืองจะเสนอมานั้น จะเป็นบุคคลที่ผ่านการเลือกตั้งหรือไม่ ถ้าเกิดว่าบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อไม่ได้ผ่านกระบวนการเลือกตั้ง แล้วได้เป็นนายกฯก็ต้องถือว่าผิดหลักการ ทั้งนี้ในการออกแบบที่มาของนายกฯนั้นเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ ส่วนจะเป็นที่ยอมรับของประชาชนได้หรือไม่นั้นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง หากประชาชนไม่ยอมรับหลักการดังกล่าววิธีการนี้ก็จะใช้ไม่ได้  

ส่วนที่ระบุว่าพรรคการเมืองไม่จำเป็นต้องเสนอชื่อนายกฯในบัญชีรายชื่อนั้น นายอรรถสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดหลักการในส่วนของที่มานายกฯทั้งตนยังพอเข้าใจได้ว่าหาก 5 รายชื่อนั้น เป็น ส.ส. แบบเขต หรือบัญชีรายชื่อ ก็ยังสามารถถือได้ว่านายกฯคนนั้น ผ่านกระบวนการเลือกตั้งโดยฉันทามติของประชาชน ดังนั้นตนจึงมองว่าการให้เสนอชื่อคนนอกได้นั้น เป็นปัญหา ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเปิดช่องนายกฯคนนอกเลยก็ว่าได้

"คิดว่าจะสร้างปัญหาในการยอมรับตัวนายก ถ้าเกิดรายชื่อที่พรรคนำเสนอมาเป็นคนนอกล้วนๆ ประชาชนจะยอมรับได้ไหม หรือคนในพรรคทุกคนล้วนเห็นชอบกับรายชื่อนั้นหรือไม่ ซึ่งโดยหลักกการแล้ว นายกฯควรจะเป็นคนที่มาจากการเลือกตั้ง"อรรถสิทธิ์กล่าว  

ขณะที่นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ นักวิชาการสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า วิธีดังกล่าวเป็นการประยุกต์ คล้ายๆกับว่าประชาชนได้เลือกนายกฯโดยทางอ้อม อย่างนี้สามารถถือได้ว่าได้รับความเห็นชอบจากประชาชน เพราะถ้าประชาชนไม่ชอบรายชื่อนายกฯที่พรรคเสนอมา เขาก็จะไม่เลือกเลย ทั้งนี้การเมืองในระบบรัฐสภา ตัวหัวหน้าพรรคการเมืองมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งบางพรรคก็อาจจะระบุชื่อของหัวหน้าพรรคลงในบัญชีรายชื่อนายก

ในส่วนที่มีการวิจารณ์ถึงเงื่อนไขที่ไม่จำเป็นต้องเสนอชื่อ ส.ส. ลงในบัญชีรายชื่อนายกฯก็ได้ ขอให้มีคุณสมบัติครบก็พอ เป็นการเปิดช่องนายกฯคนนอก นายสมบัติกล่าวว่า แม้จะมีการระบุเงื่อไขเช่นนั้นจริง แต่ก็ต้องคิดต่อว่า พรรคการเมืองจะทำแบบนั้นไปทำไม ในทางปฏิบัติพรรคก็ย่อมต้องส่งคนในพรรค หรือ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อลงไป ทั้งนี้หากเป็นการประกาศชื่อหลังการเลือกตั้ง ก็อาจจะมีข้อถกเถียงอยู่มากมาย แต่ครั้งนี้เป็นการนำเสนอชื่อก่อนการเลือกตั้งประชาชนได้เห็นว่าคนที่จะเป็นนายกฯมีหน้าตาเป็นอย่างไร ซึ่งดีกว่าเอาใครที่ไหนไม่รู้มารับตำแหน่งนี้ ซึ่งหมายความว่าประชาชนได้เลือกนายกฯทางอ้อมผ่านการเลือกพรรคแต่ทั้งนี้ด้วยระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม จะไม่ทำให้พรรคไหนได้เสียงเกินครึ่ง ทำให้เกิดรัฐบาลผสมที่อาจจะมีความอ่อนแอ ไม่มีความเสถียรในการบริหารประเทศ แต่ก็มีหลายๆเสียงบอกว่า หากได้รัฐบาลเข้มแข็งก็จะเกิดการผูกขาดอำนาจ ซึ่งปัญหา นั้นก็มาจากกลไกการตรวจสอบการใช้อำนาจ และการทุจริต ซึ่งน่าจะให้ความสำคัญกับส่วนนั้นมากกว่า เพราะปัญหาการเมืองที่ผ่านมาไม่ได้เกิดจากการเลือกตั้ง แต่มาจากปัญหาการทุจริตมากกว่า