"สมศักดิ์"แถลงปิดคดีร่ำรวยผิดปกติ แย้งป.ป.ช.ชี้มูลกำกวม ไร้ข้อมูลโยงว่า ใช้หน้าที่หาผลประโยชน์โดยมิชอบ ถือเป็นเรื่องแปลก วอนสนช.เมตตา
ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช.ทำหน้าที่ประธาน เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน การดำเนินกระบวนการถอดถอนนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการออกจากตำแหน่งตามมาตรา 6 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ประกอบมาตรา 56(1) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 พ.ศ.2550 และมาตรา 58พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่2) พ.ศ. 2554ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดตามข้อกล่าวหา ร่ำรวยผิดปกติ จากกรณีสร้างบ้านมูลค่า16ล้านบาท ที่จ.อ่างทอง
โดยเป็นขั้นตอนการแถลงปิดคดีด้วยวาจาของนายสมศักดิ์ ผู้ถูกกล่าวหา ขณะที่ ตัวแทน ป.ป.ช.ในฐานะผู้กล่าวหา ได้ขอแถลงปิดสำนวนด้วยเอกสาร นายสมศักดิ์ แถลงว่า ญัตติที่ทาง ป.ป.ช.ได้เสนอต่อสนช.เพื่อพิจารณาถอดถอนตนเมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ เป็นข้อกล่าวหาว่า ร่ำรวยผิดปกติโดย ป.ป.ช.ได้แถลงพร้อมเอกสารเป็นสำนวนสรุปคดีชี้มูลทั้งหมด164หน้าว่า ตนได้ใช้อำนาจและตำแหน่งหน้าที่ให้ได้ทรัพย์สินคือบ้านที่5/5ซึ่งใน164หน้าไม่มี แม้แต่คำเดียวที่พูดถึงการใช้ตำแหน่งหน้าของตนให้ได้ทรัพย์สินดังกล่าวมา ซึ่งถือเป็นเรื่องแปลก เพราะในสำนวนต้องมีรายละเอียดว่า ตนได้ใช้อำนาจหน้าที่อย่างไรถึงจะสามารถยื่นถอดถอนตนได้ ทั้งนี้ ตนได้ยอมรับไปแล้วในคดีปกปิดบัญชีทรัพย์ไปแล้วว่า เป็นการสำคัญผิด ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้วินิจฉัยเสร็จสิ้นกระบวนการ และตนได้รับโทษไปทั้งหมดแล้ว แต่ ป.ป.ช.ได้นำผลของคดีดังกล่าวมาชี้มูลถอดถอนตนในกรณีร่ำรวยผิดปกติอีก และยังพูดจากำกวมให้สังคม และ สมาชิกสนช.เข้าใจผิดว่า ญัตติถอดถอนดังกล่าวเป็นกระบวนการปกปิดบัญชีทรัพย์สิน
นายสมศักดิ์ กล่าวว่า คำว่า ร่ำรวยผิดปกติ ตามมาตรา58หมวด5ว่าด้วยการถอดถอน ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่า การป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ระบุว่า ผู้ใดมีพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อราชการให้วุฒิสภาถอดถอนผู้นั้น แต่ป.ป.ช.กลับได้วินิจฉัยว่า เมื่อครั้งที่ตนเป็น รมว.ศึกษาธิการ ได้มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมาได้มาโดยไม่สมควรสืบเนื่องจากการใช้ตำแหน่งหน้าที่ ทั้งๆที่บ้านที่5/5ได้มีการซื้อที่ ถมที่ดิน ออกแบบ และดำเนินการก่อสร้าง เมื่อเดือนสิงหาคม ปี2541ซึ่งมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายแผนที่ทางอากาศของกรมแผนที่ทหารยืนยัน และสร้างเสร็จภายเดือนเมษายน2552ก่อนที่จะรับดำรงตำแหน่งรมว.กระทรวงศึกษาธิการในเดือนกรกฎาคมปี2542
นายสมศักดิ์ กล่าวว่าด้วยความสุจริตใจ ตนก็นำใบเสร็จจำนวน18งวด ยอดเงิน1.4ล้านบาท ซึ่งเป็นค่าวัตถุต่อเติมเรือนรับรองเพื่อรับชาวบ้านในพื้นที่ แต่ป.ป.ช.กลับนำหลักฐานดังกล่าวไปเหมารวมว่าเป็นเงินสร้างบ้าน และตีมูลค่าว่า ตนมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น16ล้านบาท นี่คือข้อเท็จจริงและความยุติธรรมที่ ป.ป.ช.ได้ชี้มูลแก่ตน ทั้งๆที่ ป.ป.ช.รู้อยู่แล้วว่า เอาผิดไม่ได้ แต่กลับเอื้อมไปเอาเงิน 1.4. ล้านบาทที่เกิดขึ้นระหว่างดำรงตำแหน่ง รวมกับตัวบ้านที่มีทำก่อนรับตำแหน่งมาวินิจฉัยจึงเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่ยุติธรรม และก็ไม่มีมูล เพราะเมื่อครั้งเป็นตน รมว.ก็ไม่เคยอนุมัติโครงการใหญ่ๆแม้แต่โครงการเดียว ซึ่งผู้บริหารกระทรวงในขณะนี้ก็ยืนยันแก่ ป.ป.ช.แล้วว่า ไม่เคยมีโครงการใหญ่ๆเลย แล้วตนจะใช้อำนาจหน้าที่ไปหาผลประโยชน์ได้อย่างไร ซึ่งในเอกสารชี้มูลของ ป.ป.ช.ก็ไม่มีแม้แต่คำเดียวว่า ตนทุจริตในขณะที่เป็น รมว.แต่อย่างใด
"ผมจึงมั่นใจว่าสนช.จะให้ความเป็นธรรมและใช้วิจารณญาณในการลงมติ และจะเป็นความภูมิใจของสมาชิกสนช.เพราะจะเป็นบันทึกของประวัติทางการเมืองว่า สามารถกำจัดนักการเมืองชั่วให้พ้นจากการเมืองไปตลอดชีวิต แต่ท่านจะภูมิใจยิ่งกว่า หากมติของสนช.จะให้ความเป็นธรรมที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลด้วยข้อหาเช่นนี้ และให้ความเป็นธรรมแก่ผม ลูก เมีย ครอบครัวได้ หากเมตตาก็ปล่อยผมไป อย่าให้ผมต้องตายคาเวทีทางการเมือง ผมยังรักที่จะรังสรรค์ความงดงามของการเมืองให้ดีขึ้น สุดท้ายก็ต้องขอน้อมรับการลงมติที่จะชี้ชะตากรรมของผมและครอบครัวในวันพรุ่งนี้"นายสมศักดิ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากแถลงปิดคดีด้วยวาจาของนายสมศักดิ์ เสร็จสิ้น นายพรเพชร ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า จะมีการลงมติถอดถอนหรือไม่ถอดถอนในวันที่13พ.ย. เวลา10.00น.ต่อไป


