รองเลขาฯพท.แนะ"ประยุทธ์"ดับเบิ้ลเช็คความเห็น"วิษณุ" ประเด็นใช้คำสั่งทางปกครองคดีจำนำข้าว ขัดทั้งหลักกฎหมายเฉพาะ หลักรัฐศาสตร์ และหลักนิติธรร
นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองลเขาธิการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ได้ติดตามการให้ความเห็นของภาคส่วนต่างๆ ต่อการใช้คำสั่งทางปกครองเพื่อเรียกค่าเสียหายจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีจำนำข้าว โดยเฉพาะความเห็นจากอาจารย์มหาวิทยาลัยและผู้พิพากษาศาลฎีกาอาวุโสหลายท่าน ซึ่งเป็นทั้งผู้รู้และมีความเป็นกลาง พบว่าการใช้คำสั่งทางปกครองดังกล่าวสุ่มเสี่ยงต่อการขัดกับหลักการสำคัญในการบริหารประเทศหลายประการ ดังนี้ 1.ขัดกับกฎหมายเฉพาะที่นำมาใช้ในการออกคำสั่งทางปกครองเสียเอง ทั้ง 2 ฉบับ คือ - พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 4 ได้นิยามศัพท์คำว่า "เจ้าหน้าที่" และ "หน่วยงานของ รัฐ" ไว้ชัดเจน โดยไม่มีการนิยาม ศัพท์ไปถึง ผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมือง แต่อย่างใด ดังนั้น จึงไม่อาจนำคำนิยาม “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ซึ่งให้คำนิยามหมายถึง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มาใช้ได้ เพราะนิยามศัพท์ของกฎหมายฉบับใด ก็ใช้บังคับกับฉบับนั้นเท่านั้น
เมื่อรัฐบาลจะใช้ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ก็ต้องใช้คำนิยามศัพท์ของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะนำนิยามศัพท์ของ พ.ร.บ.ฉบับอื่น มาใช้บังคับมิได้ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 4 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า "พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่ (1)รัฐสภาและคณะรัฐมนตรี และ (3)การพิจารณาของ นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีในงาน ทางนโยบายโดยตรง" จะเห็นได้ชัดเจนว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คือ เป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และโครงการรับจำนำข้าวเป็นงานทางนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา เข้ากับหลักเกณฑ์ตามมาตรา 4 (1)(3) ที่บัญญัติไว้มิให้ใช้บังคับ ชัดยิ่งกว่าชัดตามตัวอักษรโดย มิต้องส่งไปตีความแต่ประการใด 2.หลักกฎหมายในเรื่องการ นับอายุความ การอ้างว่าคดีจะขาดอายุความ (2 ปี) ฟังไม่ขึ้น เพราะหากเข้ากระบวนการยุติธรรมปกติด้วยการฟ้องคดีละเมิดที่ศาลแพ่ง ก็ไม่ต้องเกรงว่าคดีจะขาดอายุความ เพราะอายุความในการฟ้องคดีจะสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ.มาตรา193/4(2) เจ้าหนี้ได้ฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ และกฎหมาย มาตราเดียวกันนี้วรรคท้ายยัง บัญญัติว่า "เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใด ให้เริ่มนับอายุความใหม่แต่เวลานั้น"
คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา ศาลแพ่งต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎในคดีอาญา อายุความทางแพ่งให้ถือตามคดีอาญา ความวิตกกังวลว่าทางแพ่งจะขาดอายุความจึงไม่น่าจะเป็นประเด็น นอกจากนี้ การออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ดำเนินการทางกระบวนการยุติธรรม จะมีปัญหาในการเรียกร้องค่าสินไหม ทดแทน ว่าจะคิดจากฐานความ เสียหาย จำนวนใด เพราะความผิด ทางอาญาศาลก็ยังมิได้มีคำพิพากษา 3. หลักรัฐศาสตร์ การใช้คำสั่งทางปกครอง โดยฝ่ายบริหาร เพื่อเรียกค่าเสียหายทางละเมิดในจำนวนเม็ดเงินมหาศาล ในโครงการที่รัฐบาลในขณะนั้นแถลงเป็นนโยบายต่อรัฐสภา
และที่สำคัญในคดีที่กำลังพิจารณาอยู่ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่ ซึ่งในการบริหารราชการแผ่นดินที่ผ่านมาไม่เคยมีทางปฏิบัติเช่นนี้ แม้จะอ้างว่ามีอำนาจตามกฎหมายปกติ คือ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 และ พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 แต่การนำกฎหมายทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวมาใช้ก็ถูกโต้แย้งจากผู้รู้ที่เป็นกลาง โดยเฉพาะนักฎหมาย นักวิชาการผู้พิพากษาศาลฎีการะดับอาวุโสหลายท่าน ทักท้วงว่าไม่สามารถกระทำได้ดังกล่าวไว้ข้างต้น ณ สถานการณ์ปัจจุบัน ประเทศไทยบริหารโดยคณะรัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งสาธารณชนทั้งในประเทศและชาวโลกต่างติดตามการบริหารงานของรัฐบาลว่าจะขัดต่อหลักนิติธรรมและขัดต่อหลักการสำคัญที่ประเทศไทยเป็นภาคีขององค์กรระหว่างประเทศหรือไม่ ดังนั้นการใช้คำสั่งทางปกครองโดยฝ่ายบริหารของคณะรัฏฐาธิปัตย์ทำให้เห็นได้ว่าเป็นการใช้อำนาจพิเศษเข้าจัดการกับรัฐบาลที่ตนยึดอำนาจมา
แต่หากใช้กระบวนการยุติธรรมปกติ ก็จะได้รับความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและต่างประเทศอนึ่ง การที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯรัฐมนตรีให้เหตุผลสำคัญว่าที่จำเป็นต้องใช้วิธีการออกคำสั่งทางปกครองเพื่อเรียกค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว เพราะปปช.ส่งเรื่องมาทางรัฐบาล นั้นตนเห็นว่าเป็นการตอบแบบกำปั้นทุบดิน ไม่สมเหตุสมผล ที่สำคัญไม่ปกป้องหัวหน้ารัฐบาลของตนเอง เพราะปปช.ชุดดังกล่าว มีข้อสงสัยหรือเคลือบแคลงว่า เลือกปฏิบัติ หรือไม่ ไม่ขอวิจารณ์ ท่านควรพิจารณาเองได้- รัฐบาลสามารถตอบ ปปช.ได้ว่า ในการเรียกค่าเสียหาย จะเลือกใช้วิธีทางกระบวนการยุติธรรมปกติทางศาลแพ่ง ซึ่งก็มิได้ทำให้รัฐเสียหาย ไม่ขาดอายุความ ทั้งยังเป็นการให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเป็น คดีความอยู่ในศาลฎีกาแผนกคดี อาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว ประการสำคัญ
หลักคิดของนายวิษณุ เครืองาม รอง นรม.ในการให้ผู้มีอำนาจลงนามในคำสั่งทางปกครอง ยังแกว่ง ไม่นิ่ง เห็นได้จากเคยให้สัมภาษณ์ว่านรม.เป็นผู้ลงนามในคำสั่ง ต่อมาเปลี่ยนเป็น รมว.คลัง และ รมว.พาณิชย์ และยังใช้อำนาจพิเศษ ตาม ม.44 คุ้มครองการตรวจสอบข้าวและระบายข้าว ซึ่งถูกวิพากษ์ วิจารณ์ว่าไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม ซึ่งไม่คุ้มกับชื่อเสียงของประเทศที่เสียไป เห็นได้จากเคย ต่อมา
ให้สัมภาษณ์ว่าำสั่ง ต่อมาเปลี่ยนเป็น รมว.คลัง และ รมว.พาณิชย์ และยังใช้อำนาจพิเศษ ตาม ม.44 คุ้มครองการตรวจสอบข้าวและระบายข้าว ซึ่งถูกวิพากษ์ วิจารณ์ว่าไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม ซึ่งไม่คุ้มกับชื่อเสียงของประเทศที่เสียไป
นายชวลิต ฯ กล่าวในที่สุดว่าตนเห็นใจ นรม.มีงานมากมายหลายด้านที่ต้องดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ ท่านเรียนมาทางด้านทหาร มีความถนัดด้านความมั่นคง ด้านการ ป้องกันประเทศ ส่วนงานด้านกฎหมายท่านก็คงปรึกษาฝายกฎหมายของรัฐบาล แต่เมื่อมี ข้อท้วงติงและหากท่านเห็นว่ามีเหตุผล เพื่อความรอบคอบและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ท่านอาจให้ทีมกฎหมายส่วนตัว หรือนักกฎหมายในกองทัพศึกษาข้อท้วงติงอย่างถ่องแท้ อาจได้แนวทางที่เหมาะสมเพื่อทบทวนให้อยู่ในแนวทางกระบวนการ ยุติธรรมปกติ ซึ่งจะสร้างความ เชื่อมั่นให้กับประเทศได้เป็นอย่างดี โดยส่วนตัว นอกจากให้
ความเห็นเรื่องนี้ผ่านสื่อ จะแจ้งให้ผู้บริหารพรรคมีหนังสือกราบเรียน นรม.เป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อเป็นหลักฐานว่าได้ให้ข้อท้วงติงข้อเสนอแนะต่อทางรัฐบาลเพื่อให้ได้รับความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและต่างประเทศต่อไป





