"กฤษฎา" สั่งผู้ว่าฯ-นอภ. เกาะติดพื้นที่แล้ง ยกเลิกตั้งป.ป.ช. -สตง. เป็นที่ปรึกษา หวั่นระบบตรวจสอบล่ม
นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวตอนหนึ่งในที่ประชุมคณะกรรมการฝ่ายจัดกิจกรรม “ปั่นเพื่อพ่อ” หรือ Bike For Dad ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เร็นซ์ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาอาชีพเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งว่า ขอเน้นย้ำกับผู้ว่าฯ ใน 2 ประเด็นสำคัญ 1.ให้ผู้ว่าฯ และนายอำเภอลงมือดำเนินการในฐานะที่เป็นผู้ดูแลพื้นที่ด้วยตนเอง อย่าคิดว่า เป็นเรื่องของอาชีพเกษตรกร แล้วปล่อยให้พวกเขาทำกันเอง ไม่ใช่สั่งงานลงไปแล้วปล่อย โดยเฉพาะนายอำเภอให้จัดระบบลงไปดูแลอย่างใกล้ชิด
และ2.สืบเนื่องจากกระทรวงมหาดไทยได้ตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนและแก้ไขปัญหาความเป็นอยู่ของเกษตรกร โดยเชิญคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในระดับจังหวัด และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้ามาเป็นที่ปรึกษา แต่ทาง ป.ป.ช. ได้มีนัดการประชุมเพื่อพิจารณาข้อกฎหมาย เมื่อ 3 พ.ย.ที่ผ่านมา มีข้อสรุปแจ้งมาว่า ถ้าเชิญมาเป็นที่ปรึกษาตามคำสั่งของผู้ว่าฯ หากในอนาคตเกิดมีปัญหาขึ้นมา จะไปสอบสวนก็คงไม่ได้ เพราะถือว่า ผลประโยชน์ขัดกัน เพราะฉะนั้นจังหวัดไหนที่แต่งตั้งที่ปรึกษาดังกล่าวไปแล้ว ก็ขอให้แพร่คำสั่งใหม่ตามนี้ ยอมรับว่า เป็นความผิดพลาดระหว่างกระทรวงมหาดไทยกับ ป.ป.ช. ส่วนจังหวัดใดที่ยังไม่แต่งตั้ง ก็ไม่ต้องออกคำสั่ง แต่การทำงานร่วมระหว่างผู้ว่าฯกับ ป.ป.ช. จังหวัด ยังเป็นเหมือนเดิมคือ ประสานเพื่อขอรายละเอียดโครงการ จากนั้นจะลงไปตรวจสอบ อย่างไรก็ตามในวันที่ 12 พ.ย.นี้จะมีการประชุมชี้แจงทำความเข้าใจต่อประเด็นดังกล่าว โดยป.ป.ช.ส่วนกลาง จะขอร่วมวีดีโอคอนเฟอเร็นซ์มาด้วย เพื่อให้ผู้ว่าฯมั่นใจว่า ป.ป.ช.จะดำเนินการร่วมกันเพื่อให้เดินหน้าไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต สรุปก็คือไม่ต้องแต่งตั้งทั้ง ป.ป.ช. และสตง.เป็นที่ปรึกษา แต่ยังทำงานคู่ขนานกันต่อไป
“ขณะที่การช่วยเหลือภัยแล้งจากทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัด และนอกเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา ขณะนี้งบประมาณลงไป 1,000 ล้านบาท เนื่องจากรัฐบาลงบฯมีจำกัด ขอให้ผู้ว่าฯพิจารณาในภาพรวมใหญ่ อำเภอไหน ตำบลใด ๆ ไม่ได้รับผลกระทบภัยจากแล้งเลย หรือสภาพภูมิสังคมไม่ได้มีความเกี่ยวข้อง ก็ไม่ต้องไปสำรวจ ไม่ต้องของบฯในลักษณะเผื่อเหลือเผื่อขาดเข้ามา” ปลัด มท. กล่าวและว่า กระทรวงเกษตรฯมีคำแนะนำในเรื่องพืชใช้น้ำน้อย ต้องแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม 1.พืชใช้น้ำน้อยแต่ต้องอาศัยความชื้นของดิน และ2.พืชใช้น้ำน้อยแต่ไม่อาศัยความชื้นของดิน เพราะฉะนั้นโครงการต้องสำรวจให้แล้วเสร็จภายในเดือน พ.ย.นี้ เพื่อกระทรวงเกษตรฯจะได้จัดสรรงบประมาณลงไปได้ ส่วนปัญหาในการแยกแยะพืชใช้น้ำน้อย 2 กลุ่มดังกล่าว ถ้าไม่สามารถแยกแยะได้ก็ให้ถามทางเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯแล้วให้เขาเป็นผู้คัดแยกให้ อย่างไรก็ตามโครงการพัฒนาอาชีพเกษตรจะต้องทำเป็นกลุ่ม ท่านผู้ว่าฯต้องกำชับทีมประเทศไทยประจำตำบล แม้ว่า ชาวบ้านเขาอาจไม่ได้รวมกลุ่ม ก็ทำให้เขามารวมกลุ่มให้ได้ แยกเป็นกลุ่มแต่ละประเภท เช่น ปลูกข้าว ปลูกอ้อย หรือเลี้ยงสัตว์ เพื่อที่เกษตรกรเขาจะได้เกิดการตรวจสอบกันเองได้ ไม่ใช่นำเครื่องมือเกษตร ปุ๋ย และอื่นๆที่ทางรัฐบาลให้ไปขาย"





