"วิษณุ"เผยใช้ม.44 ไม่ได้กลั่นแกล้งฝ่ายตรงอันข้ามอย่างที่"บุญทรง"กล่าวหา หากทำถูกต้องไม่ต้องกลัว
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ 39/2558 หรือคำสั่งตามมาตรา 44 เรื่องการคุ้มครองการบริหารจัดการข้าวคงเหลือในการดูแลรักษาของรัฐว่า คำสั่งดังกล่าวไม่ได้เป็นเครื่องมือที่ใช้กลั่นแกล้งน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาลอย่างที่นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กล่าวหา เพราะหากตั้งใจใช้มาตรา 44 ดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าว สามารถสั่งยึดอายัดทรัพย์ได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และนายกรัฐมนตรี ได้ยืนยันเรื่องดังกล่าวจะไม่ใช้มาตรา 44 เข้าไปดำเนินการ
"มาตรา 44 ไม่ได้ใช้เป็นเครื่องมือไปเล่นงานฝ่ายตรงข้าม ถ้าจะใช้ คงมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์ไปแล้ว ซึ่งนายกรัฐมนตรี ก็รับปากไม่ทำอย่างนั้นแน่นอน" นายวิษณุ กล่าว
นายวิษณุ กล่าวว่า คำสั่งดังกล่าวถือเป็นเครื่องมือให้เจ้าหน้าที่ทำงานด้วยความระวัดระวัง สุจริต หากมั่นใจว่าการทำหน้าที่ทุกอย่างถูกต้องก็ไม่ต้องกลัวจะถูกฟ้องร้องตามกฎหมาย และจะไม่ถูกเล่นงานเอาผิดทางวินัยย้อนหลัง อีกทั้งคำสั่งนี้ใช้บังคับเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ได้เกี่ยวข้องกับฝ่ายที่ถูกกล่าวหา โดยคำสั่งดังกล่าวจะคุ้มครองจนกว่าคดีความจะถึงที่สิ้นสุด
ส่วนการระบายข้าวในสต๊อกของรัฐบาลนั้น สามารถทำได้ แต่ต้องดำเนินการด้วยความสุจริต ซึ่งหลังจากนี้จะมีการกำหนดมาตรการมาควบคุมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ให้เป็นอย่างถูกต้อง
นายวิษณุ กล่าวถึงการขยายระยะเวลาคณะกรรมการตรวจสอบความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวของกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ว่า ได้ขยายเวลาออกไปอีก 1 เดือน ซึ่งหากการตรวจสอบยังไม่แล้วเสร็จก็ยังสามารถขยายเวลาออกไปได้อีก แต่ต้องดูความเหมาะสมและต้องไม่ให้คดีขาดอายุความที่กำหนดไว้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2560 เนื่องจากเมื่อสรุปความเสียหายแล้วต้องส่งต่อให้คณะกรรมการพิจารณาความผิดทางแพ่งที่มีอธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นประธานดำเนินการต่อ และขั้นตอนนี้ต้องใช้เวลาพอสมควร ดังนั้นการตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่ควรใช้เวลามากนัก แต่เหตุที่มีการขอขยายเวลาเนื่องจากต้องรอพยานของฝ่ายผู้ถูกกล่าวหามาเข้ามาให้ข้อมูล





