นายกฯ ประชุมบอร์ดการศึกษา ตั้ง"พล.อ.อ.ประจิน–สมคิด"เป็นรองประธาน ลั่นปี58-59 ต้องดีกว่าที่ผ่านมา ปลัดศธ.เผยนำผลงานนักเรียนเป็นตัวชี้วัดครู
ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษา พร้อมกล่าวก่อนการประชุม โดยยอมรับว่า ยังไม่สามารถเดินหน้างานพัฒนาการศึกษาได้มากนัก เพราะติดปัญหาและอุปสรรค ซึ่งส่วนตัวมีความเข้าใจดี แต่งานด้านการศึกษา โดยเฉพาะการพัฒนาทรัพยากรบุคคลเป็นสิ่งจำเป็น ที่กระทรวงศึกษาธิการต้องเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะการบ้านที่มอบให้ ซึ่งต้องทำให้ปี 2558-2559 ดีกว่าปีที่ผ่านมาให้ได้
ภายหลังการประชุม รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ แถลงว่า ที่ประชุมมีการหารือในเรื่องการแข่งขันด้านการศึกษา โดยนำหลายประเทศที่มีระดับดีกว่าประเทศไทยมาเปรียบเทียบ เพื่อเป็นตัวขับเคลื่อน โดยจะต้องเน้นการสื่อสารภาษาอังกฤษ การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม คณิตศาสตร์ ซึ่งต้องพัฒนาทั้งระบบตั้งแต่ประถมศึกษาเป็นต้นไป ทั้งนี้ยอมรับว่าระดับการศึกษาประเทศไทย ไม่เป็นที่น่าพอใจมากนัก โดยนายกรัฐมนตรี เน้นย้ำให้เร่งพัฒนาเพื่อส่งต่อให้รัฐบาลต่อไป และระบุว่าเรื่องใดทำได้ก็ทำไปก่อน สำหรับกรณีการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลาเรียนรู้ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 2 พฤศจิกายน โดยมี 4,100 โรงเรียนในช่วงเริ่มเต้น จะเน้นกิจกรรมเสริมสร้างสมอง(Head)ทักษะ(Hand)คุณธรรมจริยธรรม(Hart)รวมทั้งสุขภาพ (Health)ซึ่งสาระความรู้ไม่ได้ด้อยไปจากเดิม แต่นักเรียนจะมีความสุขมากขึ้น มีเวลาคิด วิเคราะห์ ฝึกทักษะ รู้จักการถกแถลง การเขียนเรียงความมากขึ้น โดยมีกระทรวงอื่นๆ เช่นกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ภาคเอกชน เข้ามาร่วมด้วยช่วยกัน ทั้งนี้หลังจากเริ่มปรับลดเวลาเรียน ก็จะมีการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีการกำกับตรวจสอบตั้งแต่ 2 สัปดาห์แรกหลังการดำเนินโครงการ โดยมีทีมที่เรียกว่าสมาร์ทเทรนเนอร์ ประมาณ 300 ทีมลงไปในพื้นที่เพื่อติดตามประเมินผล ซึ่งในปีการศึกษาใหม่ทุกโรงเรียนในประเทศไทยก็จะดำเนินการเช่นเดียวกันทั้งหมด
ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นว่าด้านการศึกษาต้องมีการปรับปรุงหลายเรื่องเช่นหน่วยงานในการประเมินสถานศึกษา คือ สำนักรับรองมาตรฐาน และคุณภาพการศึกษา (สมศ.) โดยจะมีการปฏิรูปการทดสอบนักเรียนนักศึกษา เพิ่มข้อสอบอัตนัยมากขึ้น นอกจากนี้นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำรวจความต้องการด้านแรงงาน เพื่อที่จะได้พัฒนาแรงงานตรงกับความต้องการของตลาด โดยกระทรวงศึกษาธิการ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และภาคเอกชน จะมีการหารือเรื่องดังกล่าวต่อไป ส่วนตลาดแรงงานอาชีวะศึกษานั้นนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กรมฝีมือแรงงานศึกษาดูว่า ผู้ที่มีฝีมือแรงงานจะได้รับค่าแรงเพิ่มขึ้นหรือไม่
"ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการ ได้ปรับภาพลักษณ์ เรื่องของบุคลากรอย่างชัดเจน โดย พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา ได้ให้นโยบายชัดเจน ว่าต้องพัฒนาคนต้องไม่มีปัญหาการทุจริต คอรัปชั่น ซึ่งการก้าวสู่วิทยฐานะต่างๆของครูก็กำลังมีการปรับปรุง และผลงานของครูต้องขึ้นอยู่กับผลงานของเด็กซึ่งจะเป็นตัวชี้วัด ถ้าเด็กมีคุณภาพดี ครูถึงจะได้ดี"ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว
นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า สืบเนื่องจากการปรับคณะรัฐมนตรี คณะกรรมการฯได้มีการเปลี่ยนแปลงผู้ดำรงตำแหน่งรองประธานฯ เป็น พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี แทน นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ พล.ร.อ. ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี ตามคำสั่งแต่งตั้งใหม่ สำหรับความก้าวหน้าในเรื่องของการพัฒนาศักยภาพนักศึกษาอาชีวะที่มีการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชน จะมีการจัดการเรียนเพื่อปรับปรุงเฉพาะด้าน ตามความต้องการของภาคเอกชนเพื่อรองรับยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ ใน 7 สาขา 1.พาณิชย์นาวี 2.การขนส่งระบบราง 3.ปิโตรเคมี 4.การผลิตไฟฟ้า 5.การท่องเที่ยว 6.เทคโนโลยีอาหารปลอดภัย 7. อุตสาหกรรมแม่พิมพ์
"สำหรับการพัฒนาระบบการศึกษาเพื่อเป็นศูนย์กลางการศึกษาในภูมิภาค ซึ่งคณะกรรมการมีความเห็นว่า ประเทศในอาเซียนต้องการมีการฝึกบุคลากรที่ขาดแคลนอีกหลายสาขา และประเทศไทยมีศักยภาพที่จะถ่ายทอดความรู้ อาทิ กำลังคนด้านการบริหาร ด้านบัญชี ด้านวิศวกร ตัวอย่างเช่นประเทศสิงคโปร์ที่นำเอาบุคลากรจากต่างประเทศเข้ามาทำหน้าที่ครู จึงทำให้มีการพัฒนาแบบก้าวกระโดด ซึ่งเราก็ต้องเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติเข้ามาพัฒนาบุคลากรในประเทศด้วยเช่นกัน ในส่วนของการสร้างคนให้ตรงกับความต้องการนั้น ขณะนี้ประเทศไทยเก็บรวบรวมข้อมูลและจำนวนคนยังไม่ชัดเจน ในที่ประชุมจึงขอให้ไปรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมแรงงาน สำนักงานสถิติแห่งชาติและภาคเอกชนต่างๆ เพื่อให้กระทรวงศึกษาธิการเห็นภาพและใช้จัดการวางแผนเพื่อเตรียมกำลังคนต่อไป"นายปรเมธี กล่าว


