วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

นายกฯยกทีมรมต.ศก.เปิดช่องเอกชน ลงทุนเพิ่ม

นายกฯนำทีมรมต.เศรษฐกิจหารือร่วมภาคเอกชน-อุตสาหกรรม เดินหน้าโครงการ “Prime Minister Meets CEOs (1st Series) หวังฉุดลงทุนไทยเพิ่ม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หารือกับกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า “Prime Minister Meets CEOs (1st Series) โดยโครงการ“Prime Minister Meets CEOs (1st Series) เป็นเปิดโอกาส ภาคเอกชนเข้าพบ และหารือกับนายกรัฐมนตรี ได้โดยตรงเป็นครั้งแรก เริ่มจากกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นกลุ่มแรก ขณะที่ตัวแทนจากเอเชียเป็นนักลงทุนญี่ปุ่น และชาติตะวันตกเข้าพบเพื่อรับฟังปัญหา และอุปสรรคในการลงทุน

พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งว่า เบื้องต้นได้รับทราบปัญหาของภาคอุตสาหกรรมดังกล่าวมาบ้างแล้ว แต่ต้องการรับฟังข้อมูลโดยตรงจากผู้ประกอบการ ทางรัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนเต็มที่ จะหาทางออกภายใต้กติกาที่มีอยู่ให้เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย โดยอาจออกมาตรการต่างๆช่วยเหลือเพิ่มเติม เพื่อรักษาการลงทุนในประเทศไทยให้ต่อเนื่องยาวนานต่อไป อย่างไรก็ตามขอขอบคุณผู้ประกอบการต่างชาติ ที่มาลงทุนในไทยโดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งตระหนักเสมอมาประเทศไทยเปรียบเสมือนบ้านหลังที่ 2

ต่อมาผู้ประกอบการ กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรี เป็นกลุ่มที่สอง เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นข้อเสนอแนะ โดยนายกรัฐมนตรี ระบุว่า มีความมุ่งหวังให้ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ เพิ่มการลงทุนในไทย โดยรัฐบาลยินดีให้การสนับสนุนทุกอย่าง โดยจะให้ความเป็นธรรมทุกด้าน เพื่อประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาประเทศ

ภายหลังการหารือ พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ พบปะกับภาคเอกชนชั้นนำจากต่างประเทศ ตามกำหนดการ “Prime Minister meet CEOs” ครั้งที่ 1 ซึ่งประกอบไปด้วย กลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ ได้แก่ Mitsubishi Motor และบริษัท AutoAlliance กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ได้แก่ บริษัท HGST บริษัท Seagate (Technology) บริษัท Mitsubishi Electrics Consumer บริษัท Thai Samsung Electrics

"นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวขอบคุณกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีส่วนช่วยขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศไทยมายาวนาน ขณะนี้รัฐบาลได้ดำเนินการต่างๆ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ประเทศไทย เพื่อให้เป็นไปตามกติกาของโลก อยากให้ภาคอุตสาหกรรมประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ได้ร่วมมือเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจไปด้วยกัน โดยรัฐบาลยืนยันว่า พร้อมจะให้การสนันสนุนการดำเนินธุรกิจการลงทุนให้เป็นไปอย่างราบรื่น วันนี้เป็นการพูดคุยเกี่ยวกับข้อห่วงกังวลรับฟังขอเสนอแนะคณะนักธุรกิจต่างชาติที่ลงทุนในประเทศไทย" พล.ต.วีรชน กล่าว

พล.ต.วีรชน กล่าวว่า ในระหว่างการสนทนา นายกรัฐมนตรียังได้รับทราบถึงมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีจากบางประเทศในอาเซียน ซึ่งขณะนี้ไทยกำลังเร่งหารือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อหาทางออกร่วมกันโดยเร็ว ในขณะเดียวกันรัฐบาลกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงพันธมิตรทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค (RCEP) ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับบริษัทต่างชาติที่ลงทุนในไทย รวมทั้ง Mitsubishi ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเขตการค้าเสรีกับตุรกี ชิลี อินเดีย จีน และญี่ปุ่น ซึ่งจะบรรลุผลในไม่ช้า

รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวต่อว่า ในเรื่องการพัฒนาบุคลากร ประเทศไทยกำลังจะประสบภาวะขาดแคลนประชากรวัยทำงาน ทำให้ประเทศไทยต้องเร่งเพิ่มคุณภาพของแรงงานเพื่อตอบสนองอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ต้องการบุคลากรที่มีความสามารถ โดยที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงแรงงานได้ร่วมมือกันเร่งผลิตบุคลากรที่มีฝีมือ เพื่อป้อนแก่โรงงานและอุตสาหกรรมต่างชาติ เพื่อรองรับการขยายการลงทุนในอนาคต นอกจากนี้นายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวถึง การเร่งซ่อมแซมเส้นทางการขนส่งที่แออัดและชำรุด จึงให้มีการเร่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการขนส่งสินค้าภายในและระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ประเทศไทยกำลังดำเนินการปรับโครงสร้างทางภาษีทั้งระบบ โดยจะมีการเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ผลิตรถยนต์ ECO Car และรถยนต์ไฟฟ้า โดยนายกรัฐมนตรีได้ขอให้ผู้ประกอบการต่างชาติศึกษาสิทธิประโยชน์ใหม่ๆจากนโยบายของรัฐบาล ไม่ว่า จะเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ แบบ cluster และ super cluster และการเชื่อมต่อทางธุรกิจกับผู้ประกอบการรายเล็ก ตลอดจน การจัดตั้งศูนย์การวิจัยและพัฒนาในประเทศไทย

ด้านนาย Morikazu Chokki ประธาน บริษัท Mitsubishi Motors กล่าวว่า บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการลงทุนในประเทศไทย โดยไทยเป็นประเทศที่สำคัญเป็นลำดับ 2 รองจากญี่ปุ่นในด้านการผลิตของบริษัท Mitsubishi ในปีนี้ มีแผนที่จะขยายการลงทุนอีก 33 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ผ่านมาเห็นว่า รัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นความต้องการภายในประเทศ ในภาคการเกษตร และSMEs ไปแล้ว จึงขอให้พิจารณาส่งเสริมภาคการเงิน เนื่องจากในปัจจุบัน ประชาชนในส่วนภูมิภาคมีกำลังซื้อน้อยลง นอกจากนี้ทางบริษัทฯ เห็นว่า อัตราแลกเปลี่ยนในช่วงที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวของเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยนมีผลทางการค้า ในประเด็นนี้นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ นาย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีนำเรื่องนี้ไปพิจารณา

โดยกำชับว่า ต้องไม่เป็นการสร้างความต้องการซื้อที่ไม่เป็นจริงขึ้นหรือดีมานเทียม เพราะจะเป็นการบิดเบือนตลาด นอกจากนี้ต้องไม่เป็นการเพิ่มหนี้ในครัวเรือนให้กับประชาชนมากเกินไป ในแง่ของอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินเยนมีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้เกี่ยวกับการให้บริษัทญี่ปุ่นสามารถทำธุรกรรมเป็นเงินเยนได้