"ดอน"เผยประชุมเจซีไทย-มาเลเซียและเจดีเอส ครั้งที่ 4 ตั้งเป้าการค้าเพิ่มเป็น3หมื่นล.ดอลลาร์สหรัฐต่อปี และจัดตั้งธุรกิจสินค้าฮาลาล ร่วมกัน
มีรายงานจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียว่า นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี (Joint Commission for Bilateral Cooperation : JC) ไทย-มาเลเซีย ครั้งที่ 13 และการประชุมคณะกรรมการว่าด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนาร่วมสำหรับพื้นที่ชายแดน (Joint Development Strategy for Border Areas : JDS) ไทย-มาเลเซีย ระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 21-22 ตุลาคมที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียว่า ส่วนใหญ่เป็นการติดตามการดำเนินโครงการในปีที่ผ่านมา เพื่อให้การพูดคุยประจำปี ระหว่างนายกรัฐมนตรีของไทยและมาเลเซียที่จะมีขึ้นในปีหน้ามีผลที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น เช่น ด้านเศรษฐกิจ ตั้งเป้าการเพิ่มพูนมูลค่าทางการค้าระหว่างกัน จาก 25,000ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เป็น 3 หมื่น ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ขณะเดียวกันได้ขอให้มาเลเซียซื้อข้าวจากไทยและขนส่งทางบกแทนช่องทางอื่น นอกจากนี้ยังมีการตกลงความร่วมมือธุรกิจสินค้าอาหารฮาลาล ไทย - มาเลเซีย ของทั้ง 2 ประเทศ โดยมีลูกค้าทั่วโลกร่วมกัน
นายดอน กล่าวอีกว่า ส่วนการส่งเสริมพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ โดย1ใน5 เขตเศรษฐกิจที่ไทยได้กำหนด คือพื้นที่ อ.สะเดา จ.สงขลา ที่มีความเชื่อมโยงชายแดนระหว่างกันโดยจะผลักดันส่งเสริมให้เกิดการค้าการลงทุนร่วมกัน เพื่อความกินดีอยู่ดีของประชาชนในทุกมิติ นอกจากนี้ได้มีการริเริ่มโครงการใหม่ๆที่คิดร่วมกัน เช่น ศูนย์วิจัยยาง ที่ อ.ฉลุ จ.สงขลา โดยจะจัดตั้งในเร็วๆนี้ เพื่อที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านยางระหว่างกัน
สำหรับด้านความมั่นคง ที่บริเวณชายแดนที่เกิดปัญหาอยู่รายวัน ทั้งปัญหาคน 2 สัญชาติ และการหลบหนีเข้าเมือง รวมไปถึงปัญหาการค้ามนุษย์ก็จะเร่งดำเนินการแก้ปัญหาให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรมในปีหน้า
"ต้องถือว่านายกรัฐมนตรีของไทยในรัฐบาลนี้ ได้พบกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย มาแล้วถึง 5 ครั้ง ดังนั้นครั้งที่ 6 ที่จะพบกันอีก ต้องมีผลการดำเนินการที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานระหว่างกัน เศรษฐกิจการค้า และการดูแลความมั่นคง ทั้งนี้ไทยและมาเลเซีย ยังมีแผนพัฒนาพื้นที่ชายแดนร่วมกันในอีก 10 ปีข้างหน้า เพื่อให้เกิดการพัฒนาร่วมกันในทุกมิติ ที่จะทำให้พื้นที่เศรษฐกิจชายแดนมีความคึกคักและเกิดความเป็นพลวัตมากขึ้นด้วย ซึ่งภาพเหล่านี้เป็นภาพที่ไทยและมาเลเซีย ต้องช่วยกันส่งเสริมให้เกิดขึ้น ในฐานะมิตรประเทศที่มีชายแดนติดกัน นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่ไทยและมาเลเซีย ต้องร่วมมือกันผลักดันให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทั้งสองประเทศต่อไปอีก" นายดอน กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในต้นปี 2559 นายกรัฐมนตรีของไทยและมาเลเซีย จะเป็นประธานร่วมกัน เพื่อเปิดจุดผ่านแดนถาวรบ้านประกอบ จ.สงขลา ขณะที่ มาเลเซีย อยู่ที่ ดุเรียนบุหรง ในรัฐเกดะห์ และในปลายปีเดียวกัน จะมีการวางศิลาฤกษ์ 2 สะพาน ข้างแม่น้ำโก-ลกทั้ง 2 แห่ง เชื่อมโยงระหว่างจังหวัดนราธิวาส กับรัฐกลันตังที่ตากใบ-เปิงกาลันกุไบร์ และสุไหงโกลก รันเตาปันยัง โดยที่ประชุมเห็นชอบที่จะเชิญนายกรัฐมนตรีทั้ง 2 ประเทศเป็นประธานร่วมกัน เพื่ี่อทั้ง 2 ประเทศจะได้ดำเนินการด้านการค้าระหว่างกันให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้





