กรธ.เห็นว่าแม้มีศาลเลือกตั้งก็คงไม่ช่วยอะไร จึงไม่เห็นด้วยที่จะให้มี เนื่องจากการพิจารณาของศาล จะเป็นวิธีการพิจารณาคดีทางอาญาต้องมีหลักฐาน
เมื่อเร็วๆนี้ ระหว่างการประชุม คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)ได้มีการเชิญตัวแทนจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เข้าชี้แจงถึงการทำงานของกกต. ซึ่ง"ศุภชัย สมเจริญ"ประธานกกต.ได้มีข้อเสนอต่อกรธ. 5 ข้อ ซึ่งหนึ่งในนั้น ก็คือ ขอให้มีจัดตั้ง"ศาลเลือกตั้ง" ที่สังกัดสำนักงานศาลยุติธรรมเพื่อพิจารณา"คดีเลือกตั้ง"โดยเฉพาะ
สำหรับแนวคิดที่เคยมีผู้เสนอให้มี"ศาลคดีเลือกตั้ง"นั้น ได้ให้ กกต.ทำหน้าที่เป็นกรรมการดำเนินการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม หากมีฝ่ายใดทำผิด ก็มีอำนาจที่จะไม่รับสมัคร หรือให้มีการเลือกตั้งใหม่ หรือให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งแก่ผู้สมัครรายใดที่ละเมิดกฎหมายได้ อย่างไรก็ตาม หากมีการโต้แย้งหรือกรณีที่มีการประกาศรับรองสิทธิเลือกตั้งผู้สมัครรายใดไปแล้ว ความปรากฏภายหลังมีเหตุให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ก็ต้องนำคดีเข้าสู่ศาลเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดเป็นลำดับสุดท้าย ซึ่งได้แก่ ศาลคดีเลือกตั้ง
ทั้งนี้"ศาลคดีเลือกตั้ง" แยกตามประเภทคดีได้ ดังนี้
1.ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเลือกตั้ง ส.ส., ส.ว. ใน 3 ประเภท ได้แก่
1.คดีเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง เช่น ผู้สมัครรับเลือกตั้งรายใดถูก กกต.มีมติตัดสิทธิไม่ให้สมัครรับเลือกตั้ง ผู้นั้นมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อมีคำสั่งเพิกถอนมติดังกล่าวและให้ กกต.รับสมัครได้
2.คดีที่ กกต.ประกาศรับรองการเลือกตั้ง แล้วต่อมามีความเห็นว่าควรให้มีการเลือกตั้งใหม่ หรือ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เช่น เมื่อกกต.ประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส.หรือ ส.ว.รายใดไปแล้ว หาก กกต.เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนั้นมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม สมควรให้มีการเลือกตั้งใหม่ (ใบเหลือง) หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง) กกต.ต้องมายื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้วินิจฉัยและมีคำสั่งดังกล่าว
3.คดีที่บุคคลซึ่ง กกต.มีคำสั่งให้ระงับการดำเนินการด้านธุรกรรมทางการเงิน หรือการผลิตวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการเลือกตั้ง ผู้นั้นมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลให้เพิกถอนคำสั่งห้ามดังกล่าวได้
2.ศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาคแผนกคดีเลือกตั้ง มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเลือกตั้งการเมืองท้องถิ่น ได้แก่คดีที่ กกต.ประกาศรับรองการเลือกตั้ง แล้วต่อมามีความเห็นว่าควรให้มีการเลือกตั้งใหม่ หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เช่น มีการประกาศผลการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีของเทศบาลหนึ่งไปแล้ว ต่อมา กกต.เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนั้นมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม สมควรให้มีการเลือกตั้งใหม่(ใบเหลือง)หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง(ใบแดง) ดังนี้ กกต.ต้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อวินิจฉัยและมีคำสั่งดังกล่าว
สำหรับศาลคดีเลือกตั้งใช้ระบบการพิจารณาแบบไต่สวน ซึ่งต่างจากระบบกล่าวหาที่ใช้ในคดีปกติ และส่วนมากจะเป็นการพิจารณาจากพยานเอกสารที่ปรากฏเป็นหลักฐานในสำนวนเป็นหลัก ส่วนการสืบพยานบุคคลจะทำเท่าที่จำเป็นเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเพิ่มขึ้นและหากศาลสงสัยประเด็นใดก็มีอำนาจที่จะเรียกพยานนั้นๆ มาสืบเองได้
กรธ.ชุดนี้ มีความเห็นว่า การให้มีศาลเลือกตั้ง อาจไม่ช่วยแก้ปัญหาอะไร เนื่องจากการพิจารณาของศาล จะเป็นวิธีการพิจารณาคดีทางอาญา ต้องมีหลักฐานพิสูจน์ได้โดยปราศจากความเคลือบแคลงสงสัย แต่รูปแบบการพิจารณาคดีของกกต.นั้น คือ มีเพียงหลักฐานที่เชื่อได้ว่าทุจริตกกต. ก็สามารถแจกใบเหลือง ใบแดงได้
ดังนั้นเมื่อกกต. ส่งสำนวนไปยังศาล คนทุจริตเลือกตั้งก็มักจะได้รับการพิจารณายกฟ้อง กรธ. จึงเห็นว่า แม้มีศาลเลือกตั้ง ก็คงไม่ช่วยอะไร จึงไม่เห็นด้วยที่จะให้มี"ศาลเลือกตั้ง"
"ปิดฉาก ศาลเลือกตั้ง" ไปโดยปริยาย





