ไอเดียบรรเจิดของ"กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ–กรธ." ที่จะผุดกลไกเพื่อควบคุมพรรคการเมืองใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
โดยเน้นหนักให้พรรคการเมืองจัดทำสัญญาประชาคม (Social Contract) ให้เป็นไปตามกรอบวินัยทางการเงินและการคลังที่ดี และสร้างการรับรู้ของประชาชนต่อนโยบายของพรรคการเมือง เพื่อเป็นฐานข้อมูลที่ใช้ในการตรวจสอบต่อไปในอนาคต
ดูเหมือนว่าล่าสุดนั้น มีองค์กรตามรัฐธรรมนูญ อย่างน้อย 3 องค์กร ได้แก่“สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)-คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)–คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)” ออกมาขานรับ และพร้อมเต็มที่ที่จะถูกรับมอบอำนาจใหม่ที่ “กรธ.” เตรียมออกแบบไว้ให้
หากย้อนถึงเหตุผลและที่มาของไอเดีย นี้ มีฐานข้อมูลที่ว่า เมื่อพรรคการเมืองหนึ่งได้มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน ได้ออกนโยบายที่เรียกว่านโยบายประชานิยม เพื่อมุ่งหวังผลคะแนนนิยมทางการเมืองในตัวบุคคลและพรรคการเมืองหนึ่งในระยะยาว โดยไม่คำนึงว่าผลตามมาของนโยบายที่มุ่งสร้างความนิยมนั้น ได้สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ การเงิน การคลังของประเทศอย่างไร ดังนั้น กลไกที่จะเข้ามาตรวจสอบนโยบายของรัฐ ก่อนที่จะเคลื่อนไปสู่ภาคปฏิบัติอาจเป็นกลไกระงับ ยับยั้งความเสียหายเหมือนที่เคยเกิดมาแล้ว
ดังนั้นความเป็นไปได้ ของการออกแบบอำนาจใหม่ให้หน่วยงาน คือ การล้วงตับนโยบายของพรรคการเมือง ถึงจุดต้นคิด-แรงจูงใจ-ผลสัมฤทธิ์-ผลเสียหาย และการตอบโจทย์ความต้องการของสังคม
แต่จุดใหญ่คงไม่อยู่แค่การล้วงข้อมูลลับของพรรคการเมือง แต่คือ มาตรฐานของการตรวจสอบ ว่าจะใช้อะไรเป็นจุดบ่งเหตุว่า นโยบายประชานิยมใด ควรทำ หรือไม่ควรทำ
หากสร้างมาตรฐานเพียงว่า ห้ามทำนโยบายอะไรก็ตาม ที่เน้นการหาเสียงให้กับพรรคการเมืองหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งเท่ากับว่านโยบายของพรรคการเมือง ก็ไม่สามารถทำได้เลย เพราะหัวใจของการทำนโยบายพรรคการเมือง คือ การสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนมาลงคะแนนเสียงให้ ซึ่งเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการหรือข้อเรียกร้องของประชาชน
แต่หากกำหนดมาตรฐานว่า ห้ามทำนโยบายที่อนาคตทำไม่ได้จริง หรือ มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ อย่างที่เคยมีมา เช่น การเพิ่มอัตราค่าจ้างแรงงานหัวละ 300 บาท, โดยสารรถประจำทางฟรีตลอดสาย, รับประกันราคาข้าว, โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ที่บทสรุปล้วนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและกลไกการแข่งขันทางธุรกิจในประเทศทั้งนั้น แต่หากมองในมุมที่ประชาชนได้ประโยชน์ มูลค่าทางเศรษฐกิจที่ลดลง หรือ การแข่งขันที่ถูกแบ่งส่วนกรตลาดไป ย่อมเทียบกันไม่ได้
ดังนั้น มุมมองต่อกลไกป้องกันการกระทำที่อาจให้เกิดผลเสียในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ หรือ กลไกการป้องกันการบริหารราชการแผ่นดินที่มุ่งสร้างความนิยมทางกรเมือง ที่อาจจะมีกำกับไว้ในรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่ควรมองมุมการกำกับหรือบังคับเพียงอย่างเดียว
เนื่องจากการบริหารประเทศ สิ่งที่ต้องมุ่งเน้นเป็นสำคัญ คือ สิ่งที่ได้สร้างประโยชน์ต่อสังคม โดยเฉพาะประชาชนฐานราก ที่ไม่ได้รับความเท่าเทียมทางสังคม และถูกมองอย่างด้อยค่า ในความมีศักดิ์ศรีที่เท่าเทียมกับคนที่มีต้นทุนทางสังคม





