กรธ.วาง 9 โครงสร้างร่างรธน. พร้อมตัดม.7 เดิม ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ กันข้อครหา"นายกฯม.7" แนะป.ป.ช.ตรวจสอบภาษีย้อนหลัง ตรวจทรัพย์นักการเมือง
นายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) แถลงความคืบหน้าการพิจารณาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ว่า ในส่วนของการร่างรัฐธรรมนูญรายมาตราคณะอนุกรรมการยกร่างบทบัญญัติรัฐธรรมนูญได้พิจารณาไปแล้วนั้น ขณะนี้จะยังไม่มีการเปิดเผยเนื้อหาใดๆจนกว่าจะแล้วเสร็จ ทำให้นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. เห็นว่า หากไม่มีการเปิดเผยเนื้อหาออกมาบ้างจะทำให้การทำงานของกรธ.เจอศึกหนักได้ ดังนั้น ที่ประชุมจึงมีมติว่าเรื่องใดที่ไม่ใช่เรื่องละเอียดอ่อนก็จะสามารถนำมาเปิดเผยต่อสาธารณชนได้
นายอมร กล่าวต่อว่า ในส่วนของการลงรายละเอียดรายมาตรา ล่าสุดที่ประชุมพิจารณาเสร็จแล้ว 2 หมวด ได้แก่ หมวด 1 บททั่วไป 6 มาตรา หมวด 2 พระมหากษัตริย์ 19 มาตรา รวมทั้งสิ้น 25 มาตรา โดยในหมวดที่ 2 พระมหากษัตริย์ ไม่มีการแก้ไข โดยให้คงไว้ตามเดิม ส่วนในหมวดที่ 1 บททั่วไป มีการตัดมาตรา 6 พร้อมกับให้นำเนื้อหามาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา นำมาไว้ในมาตรา 6 ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการวินิจฉัยช่องว่างทางปกครองที่รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติไว้ ให้ใช้ประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและไม่ได้เกิดปัญหาการตีความไปกระทบต่อพระราชอำนาจเพื่อให้ตัดสินปัญหาในช่องว่างดังกล่าวเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีต
ในเบื้องต้น กรธ.เห็นว่า "กรณีที่รัฐธรรมนูญมีการบัญญัติไปไม่ถึง รัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจมีการบัญญัติเพื่อเปิดช่องให้ศาลรัฐธรรมนูญสามารถใช้หลักการอุดช่องว่างแห่งกฎหมายเหมือนดังเช่นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในมาตรา 4 เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญใช้เป็นเครื่องมือในการวินิจฉัย" ซึ่งที่ประชุมยังไม่ได้ข้อยุติจึงให้มีการแขวนมาตราดังกล่าวไว้ก่อน เนื่องจากยังมีการถกเถียงกันว่าอาจจะไม่มีการบัญญัติเอาไว้เลย หรืออาจบัญญัติไว้แต่เอาไปอยู่ในหมวดของศาลรัฐธรรมนูญแทน
นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้พิจารณาโครงสร้างการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งสรุปสาระสำคัญได้ 9 เรื่อง คือ1.รูปแบบของรัฐและสถาบันพระมหากษัตริย์ 2.หลักประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชน3.แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ 4.องคาพยพทางการเมือง (นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ) 5.ความสัมพันธ์ขององคาพยพทางการเมือง 6.องค์กรอิสระ 7.องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น 8.การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ9.บทเฉพาะกาล
นายอมร กล่าวอีกว่า สำหรับการเข้าชี้แจงของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ได้เสนอว่า ป.ป.ช.ควรจะมีเครื่องมือในการป้องกันการเกิดการทุจริต เพราะขณะนี้ ป.ป.ช. เหมือนกับยักษ์ไม่มีกระบอง ไม่มีอำนาจไปดำเนินการ จึงต้องการให้ยักษ์มีกระบอง เพราะไม่อยากให้เกิดการทุจริตแล้วจึงมีการแก้ปัญหา ซึ่งกรธ.ไม่เห็นด้วยกับการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินนักการเมืองแบบที่ผ่านมา เพราะการถ่ายเททรัพย์สินในเครือญาติเป็นเรื่องที่สามารถกระทำได้
"กรธ.ได้เสนอให้ใช้มาตรการทางภาษี โดยการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง 5 ปี ซึ่ง ป.ป.ช.อาจจะต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรโดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบเรื่องภาษีโดยเฉพาะ โดยที่ ป.ป.ช.อาจจะต้องเป็นพันธมิตรกับกรมสรรพากร และกรธ.ยังเสนอประเด็นที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) เคยตั้งเอาไว้ เช่น ศาลตรวจสอบคดีทุจริต การควบรวม ป.ป.ช. และ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ(ปปท.) แต่เรื่องนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป"นายอมร กล่าว

