วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปปช.แจงกรธ.คงอำนาจหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญปี 50

ป.ป.ช.แจง"กรธ."วอนคงอำนาจหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญ ปี50 ชงเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องยื่นทรัพย์สิน แนะป.ป.ช.จับมือกกต. ตรวจสอบนโยบายประชานิยม

การประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. ได้เชิญ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) อาทิ นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. นายประสาท พงษ์ศิวาภัย นายวิชา มหาคุณ นายภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช.และนายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.เข้าร่วมชี้แจงปัญหา อุปสสรรค และหาแนวทางการบัญญัติเรื่องนี้ไว้ในรัฐธรรมนูญ 

นายปานเทพ กล่าวว่า การต่อต้านการทุจริตเป็นเรื่องระดับสากล ให้มีการบูรณาการตามอนุสัญญาประชาคม 2503 และมีการกำหนดหลักปฏิบัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ส่วนเรื่องอำนาจหน้าที่ต้องการให้คงอำนาจตามรัฐธรรมนูญ 50 ว่าด้วยเรื่องของ ป.ป.ช. อาทิ การไต่สวนการถอดถอน การไต่สวนการทุจริตของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน 

นายปานเทพ กล่าวต่อว่า ด้านข้อเสนอการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ต้องการให้การไต่สวนคดีทุจริตบูรณาการทำงานร่วมกันขององค์อิสระตามรัฐธรรมนูญทั้งหมด เพื่อให้คดีเหล่านี้ลดลง รวมทั้งต้องกำหนดกรอบเวลาเพื่อให้เกิดความรวดเร็ว ให้ป.ป.ช.มีอำนาจในการส่งคดีให้พนักงานสอบสวน โดยให้ใส่ไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ....  

ส่วนการเรื่องการตรวจสอบทรัพย์สินนั้น ให้เพิ่มกลไกการตรวจสอบไปยังเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินให้ต้นสังกัด ส่วนระยะเวลาในการยื่นให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงตำแหน่งต่างๆที่มาจากการเลือกของประชาชน อาทิ อบต. อบจ. ต้องเปิดเผยรายการแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณะชน

ทั้งนี้ต้องการให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการป้องกันการทุจริตและให้ประชาชนมีส่วนร่วม หากป.ป.ช.มีการศึกษานโยบายรัฐแล้ว พบว่ามีความเสียไม่คุ้มค่า รัฐบาลต้องมีมาตรการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น หากไม่มีนโยบายดังกล่าวองค์กรที่เกี่ยวข้องในการอนุมัติงบประมาณ ไม่ควรอนุมัติ และหาก ป.ป.ช.เตือนแล้วยังไม่ทำตามก็จะมีความผิด 

ด้านนายวิชา กล่าวว่า ป.ป.ช.พยายามปรับตัวตลอดเวลา แต่ปัญหาเรื่องการทุจริตในระดับท้องถิ่นเพิ่มขึ้นจาก 50 เปอร์เซ็นต์เป็น 60 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้าง การฮั้วประมูล ดังนั้นการตรวจสอบระดับท้องถิ่นต้องเข้มข้นกว่าเดิมเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะขณะนี้เรามีการตั้งป.ป.ช.ประจำจังหวัดครบทั้ง 76 จังหวัดแล้ว และเราพบปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้น คือการบังคับใช้กฎหมาย ต้องมีการเอาจริงเอาจังและเข้มงวดโดยเฉพาะในช่วงการเปลี่ยนผ่านเช่นนี้ โดยผู้ใดที่ถูกถอดถอนจะมาเผยอหน้าอีกไม่ได้

ทั้งนี้ เรื่องการทุจริตที่เกิดขึ้นจากนโยบายรัฐ ป.ป.ช.ต้องจับมือกับ กกต.ตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อตรวจสอบการทุจริตเชิงนโยบาย สามารถตรวจสอบนโยบายโครงการประชานิยม เพื่อประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น มิให้เหมือนโครงการรับจำนำข้าว ที่รัฐบาลอ้างว่าเป็นนโยบายและไม่มีหน่วยงานไหนเข้าไปยับยั้งได้ และเกิดความเสียหายอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ดังนั้นมาตรการใหม่นี้หาก ป.ป.ช.และกกต.เตือนไปแล้ว และหน่วยงานนั้นไม่ปฏิบัติตาม ก็จะมีสภาพถูกชี้มูลความผิดอย่างกรณีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในโครงการคดีรับจำนำข้าว

นอกจากนี้ ให้ข้าราชการทุกระดับชั้น ยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อหน่วยงานต้นสังกัด รวมทั้งเอกชนที่เข้าร่วมโครงการที่เป็นนโยบายทางการเมืองของรัฐ ที่มีผลกระทบกับประชาชนสูง ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินด้วย ถือเป็นมาตรการตรวจสอบตั้งแต่เริ่มต้น มิให้ลุกลามสร้างความเสียหายดังเช่นโครงการทุจริตคลองด่าน โครงการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง ของ กทม. และโครงการทุจริตยา