"นรวิชญ์" ทนาย "ยิ่งลักษณ์" โต้ข้ออ้างไม่มีทางเลือกเรียกค่าเสียหายคดีจำนำข้าว ฟังไม่ขึ้น ขู่รัฐบาลระวังเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เสนอให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ใช้อำนาจออกคำสั่งทางปกครองเรียกค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวกับน.ส.ยิ่งลักษณ์เพื่อบังคับชำระหนี้โดยอ้างว่า เพราะไม่มีทางเลือกอื่นว่า ไม่เป็นความจริงด้วยเหตุผลดังนี้ 1.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 73/1 วรรคสอง ที่เป็นเหตุให้คณะกรรมการป.ป.ช.ส่งเรื่องให้กระทรวงการคลังตรวจสอบและเรียกร้องค่าเสียหาย หากมีค่าเสียหายตามที่นายวิษณุอ้างนั้น กฎหมายดังกล่าวไม่ได้ระบุให้ใช้กฎหมายใดเรียกค่าเสียหาย และแม้จะใช้พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539
โดยอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงก็ตาม แต่ก็มิใช่ไม่มีทางเลือกอื่นตามที่นายวิษณุกล่าวอ้าง เพราะคดีนายเริงชัย มะระกานนท์ อดีตผู้ว่าธปท. เกี่ยวกับการปกป้องค่าเงินบาทที่นายวิษณุนำมาอ้างเป็นบรรทัดฐานนั้น ความจริงแล้วคดีดังกล่าวเมื่อสอบสวนเสร็จธนาคารแห่งประเทศไทยในฐานะหน่วยงานของรัฐได้ยื่นฟ้องนายเริงชัยต่อศาลยุติธรรมในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เพื่อให้ศาลยุติธรรมพิจารณาพิพากษาแทนการออกคำสั่งทางปกครอง
นายนรวิชญ์ กล่าวอีกว่า 2.คดีนายเริงชัยที่นายวิษณุยกมาเป็นข้ออ้างเทียบเคียงเป็นบรรทัดฐาน มีข้อโต้แย้งของคู่ความในคดีเรื่องเขตอำนาจของศาลภายหลังธนาคารแห่งประเทศไทยยื่นฟ้องต่อศาลยุติธรรม ปรากฏว่าศาลแพ่งและศาลปกครองได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลตามความเห็นที่ 63/2545 ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2545 ว่า คดีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยที่เป็นหน่วยงานของรัฐฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐในฐานความผิดเรื่องละเมิดตามพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เป็นคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม
3.สำหรับเหตุผลที่ไม่ควรใช้ทางเลือกที่นายวิษณุเสนอให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ออกคำสั่งทางปกครองคือ โครงการรับจำนำข้าวเป็นโครงการสาธารณะที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา น.ส.ยิ่งลักษณ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย ไม่ใช่ผู้สั่งการทำงานโดยตรง จึงไม่สมควรใช้วิธีการให้พลเอกประยุทธ์ออกคำสั่งทางปกครอง
นอกจากนี้ การจะเรียกค่าเสียหายเกี่ยวกับการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวก็เช่นเดียวกันกับคดีนายเริงชัย เพราะเป็นกรณีที่กระทรวงการคลังหน่วยงานของรัฐกล่าวหาน.ส.ยิ่งลักษณ์ว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐในข้อกฎหมายเดียวกัน จึงต้องถือว่าเป็นคดีในลักษณะเดียวกันกับนายเริงชัย ที่คดีอยู่เขตอำนาจของศาลยุติธรรม ไม่ใช่อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง รัฐบาลจึงไม่ควรออกคำสั่งทางปกครองได้ เพราะกรณีนี้ไม่เข้าข่ายมาตรา 9 (3) ของพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
อีกทั้ง พลเอก ประยุทธ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการรับจำนำข้าว และได้กล่าวหาในหลายครั้งว่า โครงการทำให้ประเทศชาติเสียหาย จึงถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือมิใช่ผู้ที่เป็นกลาง ดังนั้น ตามหลักนิติธรรมจึงไม่ควรออกคำสั่งทางปกครองตัดสินเอาผิดกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ควรจะส่งให้ศาลยุติธรรมพิจารณาพิพากษา ทั้งนี้ การออกคำสั่งทางปกครองของพลเอกประยุทธ์ ดังกล่าว อาจเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายได้




