วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

แจงเรียกค่าเสียหายจำนำข้าว ด้วยพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิด

"วิษณุ" แจงเรียกค่าเสียหายจำนำข้าว "ยิ่งลักษณ์" ด้วยพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิด เหตุ“ป.ป.ช.”ชี้มูลเลินเล่อร้ายแรง จึงเข้าข่ายโดยไม่มีทางเลือก

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯออกจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมหลังจากที่รัฐบาลจะดำเนินการตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เพื่อเรียกค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว โดยนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ลงนามในคำสั่งทางปกครองว่า ยังไม่ทราบว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีจดหมายดังกล่าวออกมา ทราบเพียงว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะยื่นหนังสือถึงนายกฯในวันที่ 13 ตุลาคมนี้ และจะได้รู้ว่ามีการร้องเรียนอย่างไรบ้าง ทั้งนี้รัฐบาลจะดำเนินการตามขั้นตอน ทั้งหมดไม่มีอะไรลับลวงพลาง เพราะเรื่องดังกล่าวได้อธิบายให้ทราบมาเป็นระยะ ๆ ว่าการดำเนินคดีโดยทั่วไป ซึ่งเรามักนึกว่าการที่รัฐเป็นโจทก์ฟ้องผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งหลักนี้ถูกต้องแต่มีกระบวนการพิจารณาอีกอย่างหนึ่งคู่กันมาตั้งแต่ปี 2539 ตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ซึ่งบัญญัติในกฎหมายไว้เป็นพิเศษว่า 1.เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำการละเมิด แต่ไม่ใช่การทำผิดอาญา 2.การกระทำนั้นเป็นการกระทำที่ไม่จงใจ ไม่ประมาท เลินเล่อ กรณีอย่างนี้ถ้าเจ้าหน้าที่กระทำความผิดหรือประมาทเลินเล่อแต่การกระทำนั้นไม่ได้จงใจกระทำความผิดหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง พ.ร.บ.ดังกล่าวจะไม่ได้ฟ้องร้องแต่ต้องการจะช่วยเจ้าหน้าที่ จึงให้ฟ้องหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่นั้น ๆ ซึ่งหน่วยราชการต้องจ่ายค่าเสียหายแทน แต่หากเจ้าหน้าที่รัฐกระทำโดยจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงต้องฟ้องเจ้าหน้าที่คนนั้น ๆ อย่างไรก็ตามในมาตรา 10 ของกฎหมายนี้ ให้มีการออกคำสั่งทางปกครองภายในอายุความ 2 ปี หากผู้ถูกฟ้องไม่พอใจก็สามารถฟ้องศาลปกครองให้เพิกถอนคำสั่งได้   

นายวิษณุ กล่าวว่า รัฐบาลดำเนินการตามกระบวนการตามกฎหมายปกติ ซึ่งใช้มาแล้ว 20 ปี ดำเนินคดีมามากกว่า 300 เรื่อง และในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็อาจเคยใช้มาแล้วเช่นกัน แต่ปัญหาอยู่เพียงว่าในกรณีนี้เข้าข่ายตามกฎหมายหรือไม่เมื่อเจ้าหน้าที่รายงานว่าเข้าข่ายเพราะผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐแม้น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายภูมิ สาระผล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไม่ได้ไปกระทำความผิดส่วนตัวแต่เป็นการกระทำความผิดขณะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยการประมาท เป็นการกระทำที่จงใจเลินเล่ออย่างร้ายแรงตามข้อกล่าวหาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ที่ชี้มูลความผิด และส่งเรื่องมาให้รัฐบาล จึงเข้าข่ายตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ และต้องนำไปสู่กระบวนการออกคำสั่งทางปกครอง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติกรรมตามปกติ     

ต่อข้อถามที่ว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องการให้คดีอาญาในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสิ้นสุดลงก่อน นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ได้ เพราะอายุความในคดีเรียกค่าเสียหายนี้มีเพียง 2 ปี จะหมดอายุในเดือนกุมภาพันธ์ 2560 จะทิ้งไว้ให้อายุความขาดไม่ได้ เพราะรัฐจะกลายเป็นจำเลย รัฐจึงรอไม่ได้ อย่างไรก็ตามเมื่อรัฐสั่งฟ้องจำเลย ก็ไปฟ้องศาลปกครองเพื่อให้เพิกถอนคำสั่ง ส่วนคดีจะอยู่ในศาล 10 หรือ 20 ปี ก็ไม่เป็นไร           

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากศาลฎีกาฯตัดสินมาอีกรูปแบบหนึ่ง นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่เป็นไร เพราะศาลฎีกาฯไม่ได้รีบชิงตัดสินอยู่แล้ว แต่รัฐบาลต้องรีบออกคำสั่งเพราะอายุความสั้น            

ต่อข้อถามที่ว่าการที่รัฐดำเนินการด้วยวิธีการนี้ เป็นการหลีกเลี่ยงวิธีการฟ้องต่อศาลแพ่งที่รัฐต้องมีเงินวางศาลจำนวนมากจนเป็นข้อกังวลหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ได้หลีกเลี่ยง เพียงแต่รัฐไม่สามารถใช้กระบวนการอื่นดำเนินการ กฎหมายได้สร้างกระบวนการนี้เพื่อให้ใช้ตั้งแต่ปี 2539 เป็นไปตามหลักกฎหมายไม่ใช่รัฐมีทางเลือก 2 ทางแล้วเลือกทางนี้ เพราะไม่มีกฎหมายอื่นให้เลือก         

“ถ้าหากจะฟ้องต่อศาลแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายเหมือนตอนแรกที่คิดไว้ อย่างนั้นเราต้องลดราวาศอก ตั้งข้อหาลงมาว่าประมาทจิ๊บจ๊อย มันจึงจะไปฟ้องธรรมดา แต่เมื่อป.ป.ช.ส่งรายงานเอกสารยืนยันว่า เป็นเรื่องประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ก็ต้องมาใช้ขั้นตอนนี้ มันจึงถูกบังคับโดยกระบวนการของมัน ไม่ใช่เลือกได้ตามใจชอบ” นายวิษณุ กล่า            

ส่วนที่ในจดหมายเปิดผนึกระบุว่านายกฯซึ่งจะเป็นผู้ลงนามทางปกครองถือเป็นผู้ส่วนได้ส่วนเสีย ไม่เป็นกลางที่จะออกคำสั่ง นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบว่าจริง ๆ แล้ว นายกฯมีส่วนได้ส่วนเสียอะไรบ้าง แต่ขั้นตอนที่จะดำเนินการนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กับผู้ที่เกี่ยวข้อง สามารถฟ้องร้องเพิกถอนคำสั่งหรืออุทธรณ์ได้ อย่างไรก็ตาม คดีนี้จะเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่มีคำสั่งทางปกครองที่นายกฯได้ลงนามออกม       

ผู้สื่อข่าวถามว่า ยืนยันใช่หรือไม่ว่าการที่รัฐบาลใช้วิธีการนี้ทางจำเลยถือว่าได้รับการเป็นธรรม นายวิษณุ กล่าวว่า ถูกต้องตามความเป็นธรรมตามกฎหมาย ซึ่งกฎหมายดังกล่าวใช้มาแล้วหลายกรณี รัฐแพ้บ้างชนะบ้าง เมื่อถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ออกจดหมายเปิดผนึกดังกล่าว เพราะอาจเข้าใจผิดบางประเด็นหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า คงไม่วิจารณ์ ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์อาจเข้าใจถูก “แต่ประเด็นอยู่ตรงนี้ ไหน ๆ จะพูดแล้วชี้ช่องให้เลยก็ได้ คือที่ผมบอกว่า มันมี 2 กระบวนการสำหรับดำเนินคดี แต่ไม่ใช่เลือกเอาอันใดอันหนึ่ง ถ้าเข้าล็อกอย่างนี้ก็ต้องใช้กระบวนการ ก. แต่ถ้าเข้าล็อกอย่างโน้นก็ต้องใช้กระบวนการ ข. ไม่ใช่ว่าเรื่องนี้จะใช้ ก.ก็ได้ ข.ก็ได้ จึงต้องมาเถียงกันว่า จงใจหรือประมาทเลินเล่อร้ายแรงหรือไม่ และถ้าไม่พอใจคำสั่งทางปกครองแล้วไปฟ้องศาลก็มีสิทธิ์ยกคำอ้างว่าเรื่องนี้ไม่ควรใช้กระบวนการรับผิดทางละเมิด เพราะไม่ได้ละเมิดอย่างร้ายแรงก็ต้องพิสูจน์กัน นั่นแปลว่าคุณต้องเถียงกับ ป.ป.ช.ไม่ใช่เถียงกับรัฐบาล”         

ผู้สื่อข่าวถามว่าขณะนี้ได้รับรายงานข้อเท็จจริงจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อความรับผิดทางแพ่ง กรณีจำนำข้าวที่เหลืออีก 1 คณะ แล้วหรือยัง นายวิษณุ กล่าวว่า ยังไม่ได้ส่งมา ส่วนรายงานข้อเท็จจริงจากคณะกรรมการฯชุดแรก ตนยังไม่ได้ส่งให้กับนายกฯ เพื่อพิจารณา และตัวเลขความเสียหายในรายงานดังกล่าวก็ไม่ได้มีการระบุไว้ แต่ระบุเพียงสูตรวิธีคิด ซึ่งตัวเลขจะไม่คงที่ในแต่ละวัน โดยตัวเลขความเสียหายจะต้องระบุให้ชัดเจนในขั้นตอนการออกคำสั่งทางปกครอง ว่าให้ใครรับผิด อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถนำตัวเลขความเสียหายจากรายงานข้อเท็จจริงของคณะกรรมการฯ ทั้ง 2 ชุด ที่มีกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์รับผิดชอบมารวมกันได้ เพราะเป็นคนละข้อหา เพราะกระทรวงการคลังสรุปข้อมูลในเรื่องของจำนำข้าว ขณะที่กระทรวงพาณิชย์สรุปข้อมูลการขายข้าวแบบจีทูจี         

ขณะเดียวกัน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีเดียวกันนี้ว่า เราทำตามขั้นตอนตามกฎหมาย เมื่อถามว่าจะใช้กฎหมายพิเศษดำเนินการหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ทุกอย่างทำตามขั้นตอน ทำตามกฎหมายทุกอย่าง