"มีชัย" เสนอกรธ. ทำร่างรธน.ใหม่ให้มีอัตลักษณ์เฉพาะ มากกว่าลอกรธน.ฉบับอื่นมาเขียน ด้าน “อมร” เสนอนำรธน.ของจีนมาพิจารณา เหตุเน้นให้ปชช.รักชาติ
นายอมร วานิชวิวัฒน์ โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แถลงผลการประชุม ว่า นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.มีประเด็นที่หารือกับที่ประชุมกรธ. ต่อแนวทางการทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่าจะเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่คัดลอกรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมาๆ หรือเป็นการเขียนขึ้นใหม่เพื่อสร้างอัตลักษณ์เฉพาะ ซึ่งแนวโน้มในที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นว่าควรเป็นการเขียนเนื้อหาขึ้นมาใหม่เพื่อสร้างอัตลักษณ์เฉพาะฐานะที่กรธ.เป็นผู้ร่างเนื้อหา ทั้งนี้นายประพันธ์ นัยโกวิท กรธ. กล่าวสนับสนุนในประเด็นดังกล่าวด้วยว่า กรณีที่จะนำเนื้อหาหรือข้อดีของรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมาๆ มาเขียนอาจทำให้ใช้เวลาพิจารณามาก และไม่ง่าย ดังนั้นควรพิจารณาเนื้อหาใหม่เพื่อให้เกิดการเรียนรู้โดยตรงจะเหมาะสมกว่า อย่างไรก็ตามที่ประชุมยังได้พิจารณาถึงนิยามการทำรัฐธรรมนูญใหม่ให้มีความเป็นสากล กล่าวคือ ต้องพิจารณาว่าประเด็นใดที่ประเทศไทยมีและต่างประเทศมีด้วย จากนั้นจึงนำบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญของต่างประเทศมาพิจารณา โดยความเห็นส่วนตัวมองว่าควรนำรัฐธรรมนูญของประเทศจีนมาพิจารณาด้วย แม้ประเทศจีนจะปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ แต่ในเนื้อหานั้นสร้างความรักชาติให้กับประชาชน
นายอมร กล่าวด้วยว่า ขณะที่การทำบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา นายอัชพร จารุจินดา กรธ. เสนอว่า เพื่อให้เป็นไปตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยึดถือว่าต้องทำรัฐธรรมนูญเป็นสากล ดังนั้นเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรสั้นและกระชับ เบื้องต้นอาจเขียนเฉพาะบทบัญญัติที่ห้ามกระทำและเขียนบทลงโทษไว้ เช่น กรณีสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ประเด็นที่เป็นกติกาโดยธรรมชาติ ซึ่งหมายถึงแม้ไม่เขียนประชาชนก็รับทราบได้ อาทิ ประชาชนไม่มีสิทธิทำร้ายผู้อื่นจนถึงขั้นบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต ซึ่งตามกฎหมายทั่วไปมีบทบัญญัติไว้แล้ว เป็นต้น โดยหากทำได้เชื่อว่าบทบัญญัติแต่ละมาตราจะมีความยาวเพียง 1-2 บรรทัดเท่านั้น
“อาจารย์มีชัยได้ฝากประเด็นการประชาสัมพันธ์ไปยังสื่อของรัฐ เช่น กรมประชาสัมพันธ์, สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส หรือ ช่อง9 ด้วยว่า อยากให้ขึ้นข้อความเป็นตัววิ่งเพื่อเชิญชวนให้ประชาชนส่งความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็นประเด็นใดก็ได้ เพื่อให้ประชาชนได้ส่งความเห็นมายังกรธ. นอกจากนั้นยังฝากยืนยันต่อประเด็นข่าวที่ถูกนำเสนอไปก่อนหน้านั้นว่าจะมีการตั้งองค์กรเพื่อตรวจสอบโยบายประชานิยม ว่าไม่เคยมีการพูดถึงเรื่องการตั้งองค์กรใดๆ แต่อย่างใด” นายอมร กล่าว
นายอมร ในฐานะอนุกรรมการศึกษาโครงสร้างการบริหาร เปิดเผยด้วยว่าวันนี้ (12 ต.ค.) ที่ประชุมได้หารือในกรอบการทำงาน โดยหลักการใหญ่ที่จะคงไว้ คือ การบริหารที่แบ่งเป็นรูปแบบของการบริหารส่วนกลาง, ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น เนื่องจากมีบังคับใช้มาแล้วตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แต่จะเขียนอย่างไร ต้องหารือกันอีกครั้ง

