การรัฐประหาร 22 พ.ค.2557 พยายามถอนรากถอนโคนขบวนการทุจริตคอร์รัปชั่นมะเร็งร้าย โดยองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นหยิบเอา 10 คดีทุจริต เล่าถึงที่มา
นับตั้งแต่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ยึดอำนาจเข้ามาเมื่อ 22 พ.ค.2557โดยเหตุผลเพื่อนำประเทศให้หลุดจากความขัดแย้งพร้อมกับพยายามถอนรากถอนโคนขบวนการทุจริตคอร์รัปชั่นมะเร็งร้ายที่ลุกลามทั่วทุกหัวระแหงจนน่ากลัว
ภาพที่เห็นชัดคือผู้นำรัฐบาลให้ความสำคัญถึงขนาดนั่งเป็นประธานคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ(คตช.) พร้อมตั้ง 4 คณะอนุกรรมการเพื่อขับเคลื่อนมาตรการปราบปรามทุจริตหรือแม้แต่การจัดตั้ง ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.)ที่มีพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เป็นประธานเพื่อล้างบางข้าราชการที่มีชนักติดหลังเอี่ยวทุจริตโดยจะพิจารณารายชื่อข้าราชการและผู้บริหารท้องถิ่นที่ถูกร้องเรียนและหากตรวจสอบพบว่ามีมูลก็จะรวบรวมส่งถึงมือนายกฯเพื่อลงดาบสั่งพักราชการ ด้วย ม.44 ที่ทำเอาหลายคนหนาวๆร้อนๆ และแว่ว
รายชื่อล็อต3 กำลังงวดจะส่งถึงมือนายกฯ อีกไม่ช้า
นอกจากนั้น การที่รัฐบาลออกพ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการพ.ศ.2558 ก็เพื่อตัดปัญหาความยุ่งยากล่าช้าเวลาติดต่อหน่วยงานราชการซึ่งเป็นสาเหตุของการจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อซื้อความรวดเร็ว
ขณะที่องค์กรปราบปรามและตรวจสอบอย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต(ป.ป.ช.) ก็ได้เขี้ยวเล็บใหม่หลังเสนอขอแก้กฏหมายต่อสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)
ในประเด็นเอาผิดเอกชนและเจ้าหน้าที่รัฐกรณีเรียกหรือรับสินบนหรือการไม่ให้คดีมีอายุความกรณีจำเลยหลบหนีหรือแม้แต่การริบทรัพย์ในต่างประเทศ ป.ป.ช.ก็มีอำนาจตามคืนได้ซึ่งก็ผ่านฉลุยและประกาศบังคับใช้ไปแล้ว
ไม่เว้นแม้แต่องค์กรภาคประชาสังคมซึ่งทุกวันนี้มีบทบาทและสามารถผนึกกำลังจากทุกภาคส่วนจนเกิดความเข้มแข็งในการต่อต้านการทุจริตตามแนวทางที่เอื้ออำนวยล่าสุด องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ก็เพิ่งให้กำเนิด
“พิพิธภัณฑ์กลโกงชาติ” (MUSEUM OF THAI CORRUPTION) ที่หยิบเอา 10 คดีทุจริตมาจัดแสดงพร้อมเล่าถึงที่มาที่ไปของเรื่องได้แก่1.คดีรับจำนำข้าว 2.คดีก่อสร้างโรงพักทดแทน3.คดีก่อสร้างสนามฟุตซอล 4.คดีนกน้อยในไร่ส้ม 5.คดีอดีตผู้ว่าฯททท.เรียกรับสินบน6.คดีอดีตปลัดคมนาคม ร่ำรวยผิดปกติ7.คดีบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน 8.คดีนำเข้ารถหรู 9.คดีทุจริตลำไยอบแห้งและ10.คดีทุจริตป้ายโฆษณาบนป้อมตำรวจ
การจัดแสดงครั้งล่าสุด ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครนั้นเรียกว่าเจาะจงกลุ่มเป้าหมายอย่างตรงจุดคือวัยรุ่นและคนทำงานในเมืองหรือแม้แต่ชาวต่างด้วยการนำเสนอผ่านรูปแบบงานศิลปะ มีทั้งหุ่นและอุปกรณ์ประกอบฉากต่างๆ เพื่อสื่อถึงการทุจริตในแต่ละคดีไว้อย่างเข้าใจง่าย
พร้อมคำอธิบายถึงที่มาที่ไปของคดี ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษจึงสามารถดึงดูดผู้คนให้ติดตามเป็นอย่างดีใครผ่านไปผ่านมาต่างยกกล้องและสมาท์โฟนถ่ายรูปกันไม่หยุดหย่อนราวได้พบกับสิ่งแปลกใหม่อย่างไรอย่างนั้น
หลังจากเดินชมอยู่ครู่หนึ่งก็รู้สึกว่า ถึงแม้ภาพรวมในการนำเสนอจะน่าสนใจแต่เหมือนว่ายังขาดอะไรไปบางอย่างที่จะดึงดูดให้ผู้เข้าชมใช้เวลาในพื้นที่จัดแสดงให้มากกว่านี้แต่ก็เข้าใจว่าพิพิธภัณฑ์เพิ่งตั้งไข่ ทำได้ขนาดนี้ก็น่าปรบมือให้แล้วขณะที่ผู้ชมคนอื่นๆที่ได้พูดคุยด้วยต่างสะท้อนในไปทิศทางเดียวกันเสียส่วนใหญ่ว่าเป็นเรื่องดีที่ประเทศไทยมีพิพิธภัณฑ์รูปแบบนี้อย่างชายหนุ่มวัยทำงานคนหนึ่ง บอกว่าเป็นการตอกย้ำความเลวร้ายที่เคยเกิดขึ้นและหากนำเสนอให้คนรับรู้บ่อยเข้าๆวันหนึ่งจะสามารถเปลี่ยนแปลงทัศคติในเรื่องการต่อต้านทุจริตได้เพราะจะเริ่มตระหนักว่าเราสูญเสียอะไรไปบ้างจากการกระทำดังกล่าวโดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ที่ไม่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองถ้ารู้ว่าประเทศต้องสูญเสียอะไรไปจากน้ำมือคนโกง ก็อาจก่อให้เกิดพลังต่อต้านขึ้นได้ไม่ยาก
ขณะชายหนุ่มวัยทำงานอีกคนบอกว่าถ้าเป็นไปได้ก็น่าจะตระเวนออกไปจัดแสดงตามต่างจังหวัดให้ประชาชนได้รับรู้ถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น พร้อมกับมองว่าควรจะเพิ่มเติมข้อมูลและรายละเอียดของคดีให้มากกว่าที่มีอยู่เพื่อให้คนที่สนใจสามารถเข้ามาศึกษาได้ เพราะไม่เช่นนั้นการที่เราจะเข้าถึงข้อมูลทุจริตที่ซับซ้อนเองคงเป็นเรื่องยากและยังเสริมด้วยการทางผู้จัดควรประชาสัมพันธ์ให้มากกว่านี้เพราะไม่เคยรู้ว่ามีจัดแสดงแบบนี้มาก่อนและที่มาครั้งนี้ก็เป็นเรื่องบังเอิญที่เดินมาเจอ
ส่วนอดีตผู้สื่อข่าวสาวคนหนึ่งที่พบในงานบอกว่าบ้านเราไม่เคยมีพิพิธภัณฑ์ที่พูดถึงพฤติกรรมด้านลบมาก่อนมีแต่พูดถึงเรื่องราวในทางที่ดีและสร้างสรรค์จึงเป็นเรื่องดีที่เกิดพิพิธภัณฑ์แบบนี้ขึ้น
เพราะไม่เคยมีใครคิดจะทำมาก่อน พร้อมทั้งย้ำว่า เมื่อมีแล้วจะทำอย่างไรให้เกิดผลกระทบต่อสังคมในทางที่ดีขึ้นให้มากที่สุดไม่ใช่ดูจบกลับบ้านแล้วก็ลืมแต่ต้องกระตุ้นให้คนได้กลับไปสอนลูกหลานว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความเลวร้ายและที่น่าห่วงเมื่อพูดพิพิธภัณฑ์คือมันไม่ใช่ของคู่กันกับนิสัยคนไทย เธอเลยแนะว่า ควรจะจัดแสดงตลอดทั้งปีโดยสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปตามแหล่งที่คนพลุกพล่าน เช่นขอความร่วมมือพื้นที่กับทางห้างสรรพสินค้า
ถึงกระนั้น เสียงสะท้อนตรงข้ามก็มีเช่นเดียวกัน อย่างเด็กนักเรียนหญิงมัธยมปลายคนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่าถึงเรื่องความน่าเชื่อถือในตัวผู้จัดงานเพราะเกรงว่าจะเลือกหยิบยกเฉพาะชุดข้อมูลใดมาโจมตีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแต่ถึงอย่างนั้นในภาพรวมเธอก็เข้าใจถึงเจตนาที่ดีของทางผู้จัดแต่ก็คงทำอะไรไม่ได้มาก คล้ายแค่มาบอกว่าเกิดอะไรขึ้นเท่านั้น แต่ประเด็นสำคัญสร้างความสงสัยอย่างมากคือ แต่ละคดีที่นำมาจัดแสดงนั้นบางเรื่องยังค้างเติ่งในชั้นศาลโดยยังไม่ถูกตัดสินให้ถึงที่สุดว่าใครผิดใครถูกอย่างไร หนำซ้ำบางคดียังอยู่ในชั้นไต่สวนของป.ป.ช.ด้วยซ้ำ
เรื่องนี้นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น(ประเทศไทย) หนึ่งในสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)ผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการก่อตั้งพิพิธภัณธ์แห่งนี้ ยอมรับว่า10คดีที่จัดแสดงช่วงแรกถือว่าน้อยมากสำหรับคดีทุจริตในบ้านเราเลยต้องเลือกคดีที่สร้างความเสียหายรุนแรงเพื่อให้ผู้คนเห็นถึงความหลากหลายของวิธีการทุจริตทั้งนักการเมืองข้าราชการ หรือตัวบุคคลบางเรื่องพยายามนำเสนอให้เห็นความซับซ้อนของขบวนการเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ โดยไม่ได้เจาะจงเล่นงานฝ่ายใดตามที่มีข้อสงสัยและพยายามให้ครอบคลุมหลายรัฐบาล ว่าทุกยุคสมัยก็มีการทุจริตไม่ได้เจาะจงว่าต้องเป็นรัฐบาลใดโดยเฉพาะ ถ้าดูจริงๆคดีโครงการรับจำนำข้าว ก็เป็นของพรรคเพื่อไทย คดีก่อสร้างโรงพักทดแทน ก็เป็นพรร8ประชาธิปัตย์เพียงแต่คดีที่ใหญ่ที่สุดคือคดีจำนำข้าวที่เสียหายเป็นแสนๆ ล้านมันเลยทำให้คนมีความรู้สึกว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ
ถึงอย่างนั้นก็ตาม ยังไม่พ้นเสียงครหาว่า คดีจำนำข้าวคดีก่อสร้างโรงพักทดแทน และอีกหลายคดีในพิพิธภัณฑ์ยังไม่สิ้นสุดกระบวนการในชั้นศาล จึงถูกมองการนำคดีเหล่านี้มาจัดแสดงเหมือนตั้งตัวตัดสินแทนศาลไปแล้ว เรื่องนี้ก็ได้คำชี้แจงว่า ทุกคดีที่นำมาจัดแสดงต้องอยู่ในชั้นศาล ศาลต้องรับฟ้องแล้วจึงจะถือมีมูลเพียงพอ และเราก็ไม่ได้ไปชี้นำว่าแต่ละคดีนั้นจะจบลงอย่างไรแต่มีคดีก่อสร้างโรงพักทดแทนที่ยังอยู่ในชั้นไต่สวนป.ป.ช.ซึ่งมีประเด็นที่เห็นว่ามีมูลอยู่พอสมควรว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นเลยต้องการนำเสนอให้เห็นว่าคดีที่ถูกฟ้องร้องกันนั้น ฟ้องด้วยเรื่องอะไรส่วนการตัดสินของศาลเป็นอีกเรื่อง เราจึงนำเสนอได้และเราแค่นำเสนอข้อเท็จจริงเท่านั้นเอง นายประมนต์ ระบุ
"ต่อไปอาจได้เห็นเรื่องที่ส่อทุจริตในกองทัพ เช่น การจัดซื้อเรือเหาะหรือจีที200 ด้วย นอกจากในกองทัพมันก็ยังมีส่วนอื่นอีกแต่อย่างที่บอกในช่วงเริ่มต้นเราดึงมาจัดแสดง 10 คดีจากทั้งหมดเป็นพันเป็นหมื่นคดีที่อยู่ในข่ายสงสัยว่าทำไมไม่เอามา
ถ้ามีเสียงสะท้อนมาทีมงานเราก็ต้องนำมาวิเคราะห์ว่าควรตอบสนองอย่างไรล่าสุดคดีกรุงไทยปล่อยกู้บริษัทเอกชนโดยมิชอบจนศาลตัดสินจำคุกผู้บริหารไปเมื่อไม่นานมานี้ก็ถือเป็นกรณีแรกๆ ที่คนในรัฐวิสาหกิจถูกลงโทษก็อาจจะนำออกมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์"
ดังนั้น เมื่อ 3 องค์ประกอบหลัก ต่างมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหาที่ฉุดรั้งความเจริญของประเทศมายาวนานทั้งภาครัฐ ที่พยายามเสาะหามาตรการป้องกันในทุกทิศทางหน่วยงานอิสระก็มีเครื่องมือที่เฉียบคมขึ้น อย่างกฏหมายเพื่อใช้ปราบปรามส่วนภาคประชาสังคมเองก็ตระหนักถึงผลเสียหายที่เกิดขึ้นต่างผนึกกำลังสร้างการตื่นรู้ให้ประชาชน จึงทำให้มีความหวังว่าการจัดอันดับดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัชชั่นโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International)ในช่วงปลายปีนี้ ประเทศไทย น่าจะได้คะแนนเพิ่มซึ่งจะส่งให้ประเทศเราขยับจากอันดับ 85 เมื่อปีที่แล้วขึ้นมาได้
แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือจะเปลี่ยนแปลงทัศนคติอันน่ากลัวของคนในสังคมที่ว่า“โกงไม่เป็นไร ขอให้ได้ประโยชน์” ได้อย่างไร เพราะถ้าความคิดคนไม่เปลี่ยนต่อให้มีมาตรการใดที่ว่าแน่ก็คงไร้ผล
รวมถึงเรื่องความต่อเนื่องหลังมีรัฐบาลเลือกตั้งแล้ว มาตรการต่างๆของแต่ละภาคส่วน ที่เข้มแข็งในตอนนี้จะต้านแรงกดดันจากการเมืองที่ผลัดใบได้มากน้อยแค่ไหนอำนาจพิเศษขณะนี้จะวางรากฐานใดให้เกิดความมั่นใจต่อไปได้ ถ้าทำได้สังคมจะขนานนามเองว่ายุคนี้ คือยุคทองของการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่น
แต่หากท่าดีทีเหลว จนวันหน้าบ้านเมืองกลับมาเละเทะอีกรับรองเลยว่าจะเป็นปมคาใจใครต่อใครไม่เว้นแม้แต่ผู้นำที่ชื่อประยุทธ์เองด้วย





