กทม.คาดฝนเดือนต.ค.ยาว 13-16 วัน สั่งจนท.เร่งติดเครื่องสูบน้ำ-พร้อม 24 ชม. ระบุกู้น้ำท่วม"งามวงศ์วาน"เร็วกว่าปี 54
นางเบญทราย กียปัจจ์ ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) และรองโฆษกกทม. กล่าวภายหลังการประชุมคณะผู้บริหาร ครั้งที่ 29/2558 โดยมีม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. เป็นประธานการประชุม ว่า ในที่ประชุมสำนักการระบายน้ำ ได้รายงานถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่กรุงเทพฯ และการเฝ้าระวังพายุโซนร้อนมูจีแก รวมถึงการระบายน้ำท่วมขังในพื้นที่ ซึ่งขณะนี้พายุมูจีแกได้เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งที่ประเทศจีนแล้ว คาดว่าจะอ่อนตัวลงเป็นดีเพรสชั่นในวันนี้ อาจมีฝนตกในพื้นที่กรุงเทพฯบ้าง แต่ไม่มากเหมือนที่ผ่านมา แต่จะส่งผลกระทบกับภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ แต่ได้มีการติดตามและเฝ้าระวังพายุชอยวันกำลังก่อตัวในแปซิฟิก ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่น
นางเบญทราย กล่าวต่อว่า ส่วนการคาดการณ์สภาพอากาศในช่วงเดือน ต.ค.- พ.ย.นั้น ในช่วงเดือนต.ค.จะยังมีฝนประมาณ 13 – 16 วัน เนื่องจากยังอยู่ในช่วงฤดูฝน ส่วนในเดือนพ.ย.จะเริ่มต้นเข้าสู่ฤดูหนาวทำให้ฝนลดลง อุณหภูมิลดลง อากาศเริ่มเย็นขึ้น ส่วนสถานการณ์น้ำในเขื่อนของประเทศ ยังอยู่ในปริมาณต่ำทุกเขื่อนไม่ว่าจะเป็นเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิตติ์ เขื่อนแควน้อย และเขื่อนปาสักชลสิทธิ์ ถือว่าปริมาณน้ำน้อยต่ำกว่าปีที่แล้วค่อนข้างมาก
การปล่อยน้ำจากเขื่อนต่างๆ ผ่านบางไทร นครสวรรค์ ค่อนข้างน้อยเนื่องจากกรมชลประทานได้เริ่มกักเก็บน้ำไม่ค่อยปล่อยออกมา แต่กทม.ได้ควบคุมระดับน้ำในคลองสายหลักให้อยู่ในแผนที่กำหนด และติดตั้งเครื่องสูบน้ำตามจุดอ่อนน้ำท่วม และจัดเจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชน 24 ชั่วโมง และประสานงานหน่วยงานต่างๆ ผ่านศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม
ทั้งนี้ ปัจจุบันการระบายน้ำในพื้นที่กรุงเทพฯทำได้ดีขึ้น จาก 4 ประการ 1.ช่วงต้นเดือนต.ค.มีปริมาณฝนตกลงมามากเกินกว่าครึ่งของค่าเฉลี่ยเดือนต.ค.เมื่อปี 2554 2.การระบายน้ำท่วมขังที่รอการระบายในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ ใช้ระยะเวลาในการระบายน้ำน้อยกว่าปี 2554 โดยเฉพาะถนนงามวงศ์วานบริเวณตลาดพงษ์เพชร ถึงแม้ในปีนี้จะเกิดไฟดับก็ยังใช้เวลาน้อยกว่าเดิมเพียง 4 ชั่วโมงเท่านั้น จากเดิมใช้เวลาระบายน้ำ 6 ชั่วโมง 3.สร้างอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งขณะนี้กำลังก่อสร้างอุโมงค์ยักษ์ที่บางซื่อ
โดยมีแผนการสร้างเขื่อนที่คลองลาดพร้าว และ 4.ขอความร่วมมือประชาชนไม่ทิ้งขยะ สิ่งของขนาดใหญ่ เช่น โต๊ะ ตู้ เตียง ที่นอน ยางรถยนต์ หรือไขมันจากการประกอบอาหารลงท่อระบายน้ำ คูคลองต่างๆ เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคหรือเกิดการอุดตันของท่อระบายน้ำ


