ดีเอสไอรื้อคดีแชร์ดีซีเฮชแอล ยึดทรัพย์เพิ่มอีกกว่า 600 ล้าน

"ดีเอสไอ"รื้อคดีแชร์ดีซีเฮชแอล บุกค้นบริษัทแชร์น้ำมันหอมระเหย ยึดทรัพย์เพิ่มอีกกว่า 600 ล้านบาท หลังสืบสวนพบบริษัทยังดำเนินกิจการทั้งที่เคยถ
พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล ผบ.สำนักคดีอาญาพิเศษ 1 กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) นำเจ้าหน้าที่ดีเอสไอพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ พร้อมหหมายค้นของศาลอาญาเข้าตรวจค้นสถานที่ต้องสงสัยในคดีแชร์ลูกโซ่ของบริษัท ดิจิตอล คราวน์ โฮลดิ้ง จำกัด ( D C H L )รวม 3 จุด ประกอบด้วย อาคาร DCHL สถานที่ตั้งบริษัท เลขที่ 338 , 338/1 , 338/2 , 338/3 , 338/4 ถ.พระราม 9 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กทม. บ้านเลขที่ 332/86 ถ.อโศก-ดินแดง แขวง-เขตดินแดง กทม.ซึ่งเป็นบ้านพักนายสรวีย์ รวยฟูพันธ์ กรรมการบริษัท ดิจิตอล คราวน์ฯ และห้องชุดเลขที่ 116/152 ชั้นที่ 44 , 45 อาคารเลขที่ 4 ชื่ออาคารชุดมิลเลนเนียม เรสซิเดนท์ ต.คลองเตย อ.พระโขนง กทม. ซึ่งเป็นบ้านพักนายวาเลอรี่ รัยนฮ์ หรือริยนฮ์ หรือ นายกิม ฮวงหรือ นายวอลรี่ ฮูน กรรมการบริษัท ดิจิตอล คราวน์ฯ
ทั้งนี้ในการตรวจค้นอาคารสำนักงานบริษัทดีซีเฮชแอล พนักงานรักษาความปลอดภับแจ้งว่าบริษัทปิดทำการนานแล้ว และไม่มีบุคคลภายนอกเข้าออก แต่ภายในชั้นใต้ดินยังพบคลังสินค้าน้ำมันหอมระเหยเก็บรักษาไว้จำนวนมาก
พ.ต.ต.สุริยา กล่าวว่า คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากมีผู้เสียหายกว่า 10,000 ราย เข้าร้องทุกข์ว่าบริษัท ดิจิตอล คราวน์ฯ ที่มีนายวาเลอรี่ ริยนฮ์ หรือ กิมฮวง สัญชาติฝรั่งเศส และนายสรวีย์ เป็นกรรมการบริษัท ประกอบกิจการขายตรงประเภทน้ำหอม ช่วงปี 2552-2555 ชักชวนให้ประชาชนทั่วไปเข้าสมัครเป็นสมาชิกในลักษณะคล้ายแชร์ลูกโซ่ เรียกเก็บค่าสมาชิกเป็นเงินคนละประมาณ 192,000 บาท จะได้รับเงินคืนจากการลงทุนครั้งแรกประมาณ 42,000 บาท เป็นค่าตอบแทน หลังจากนั้นต้องหาสมาชิกให้ได้ 5-6 ราย มาเป็นเครือข่ายและทำให้ตัวเองขึ้นไปอยู่ในระดับสูงขึ้น
โดยจะได้รับเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนจากการหาสมาชิกรายละ 21,000 บาท อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ปี 2555 ดีเอสไอรับสอบสวนเป็นคดีพิเศษและเคยสั่งฟ้องผู้ต้องหาไปแล้วส่วนหนึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ขณะที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)อายัดเงินในบัญชีไปแล้วกว่า 75 ล้านบาท สำหรับดีเอสไอสามารถรวบรวมพยานหลักฐานติดตามทรัพย์สินเพื่อยึดและอายัดทรัพย์ได้แล้วกว่า 400 ล้านบาท เป็นอาคารสำนักของบริษัท ดิจิตอล คราวน์ฯ พร้อมที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งและบริเวณใกล้เคียง รวมถึงบ้านพัก
พ.ต.ต.สุริยา กล่าวต่อว่า การตรวจค้นในวันนี้(1ต.ค.) ในส่วนของที่ตั้งบริษัทฯสามารถตรวจยึดสินค้าค้างเก่าและสินค้าใหม่รวมมูลค่าประมาณ 200-300 ล้านบาท รวมถึงเอกสารสำคัญหลายรายการ เช่น เอกสารการจัดตั้งบริษัทการปลอมแปลงชื่อกรรมการผู้ถือหุ้น ซึ่งพบว่าเป็นการสวมชื่อไม่มีตัวตน โดยช่วงหลังแม้จะมีการปิดบริษัทไปแล้วแต่ยังพบว่าสมาชิกรายย่อยบางส่วนที่มีสินค้าได้นำสินค้ามากระจายต่ออีก นอกจากนี้ในชั้นสืบสวนพบว่าผู้ต้องหานำเงินที่ได้จากการทำผิดไปซื้อที่ดินและทรัพย์สินอื่น และนำที่ดินไปให้เช่ามีรายได้แห่งละกว่าล้านบาทต่อเดือน ดีเอสไออยู่ระหว่างดำเนินการอายัดทรัพย์เพื่อนำมาเฉลี่ยคืนผู้เสียหาย ขั้นตอนต่อไปจะเรียกผู้ถูกกล่าวหามารับทราบข้อหาและจะเปิดโอกาสให้เจ้าของทรัพย์ชี้แจงที่มาทรัพย์สินต่อไป
ก่อนหน้านี้มีการทยอยสอบปากคำผู้เสียหายไปแล้วกว่า 8,000 คน หลังจากนี้หากมีผู้เสียหายเพิ่มก็จะสอบปากคำเพิ่มเติมไว้ในสำนวน สำหรับคดีดังกล่าวมีมูลค่าความเสียหายกว่า 900 ล้านบาท ขณะนี้สามารถยึดและอายัดทรัพย์สินคิดเป็นมูลค่ากว่า 600 ล้านบาท
สำหรับคดีนี้เดิมมีพ.ต.อ.นิรันดร์ อดุลยศักดิ์ ผบ.สำนักคดีอาญาพิเศษ 1 เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน. ในชั้นสอบสวนปี 2555-2556 มีการยึดทรัพย์สินเป็นเงินฝากในธนาคารกว่า 100 ล้านบาท ต่อมามีการถอนอายัดทรัพย์ทำให้ผู้เสียหายในคดีไม่พอใจรวมกลุ่มประท้วงหลายครั้ง. หลังการปฏิวัติคณะรักษาความสงบแห่งชาติ . (คสช.) ได้ใช้คำสั่งตามมาตรา. 44 ย้ายพ.ต.อ.นิรันดร์พ้นจากหน้าที่







