วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตั้ง'ขรก.-ทหาร'เป็นสภาขับเคลื่อนฯ สังคมไม่เชื่อถือ

"สุริยะใส"ชี้ตั้ง"ขรก.-ทหาร"เป็นสภาขับเคลื่อนฯ เสี่ยงสังคมไม่เชื่อถือต่องานปฏิรูป แนะปรับสัดส่วนให้มีภาคประชาชนเพิ่มขึ้น

นายสุริยะใส กตะศิลา อาจารย์คณะนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ฐานะผู้อำนวยการสถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.)  แสดงความกังวลต่อสัดส่วนของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จำนวน 200 คน ที่มาจากอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปประเทศ (สปช.) จำนวน 60 คน, อดีตข้าราชการ จำนวน 20 คน, ข้าราชการ 20 คน, ทหาร 50  คน, นักกฎหมาย 10 คน, นักวิชาการ 10 คน, นักธุรกิจ 10คนและอื่นๆ  20 คน  เนื่องจากมีสัดส่วนของข้าราชการ และทหารจำนวนที่สูง และไม่มีสัดส่วนของภาคประชาสังคม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของสังคมต่อกระบวนการทำงานด้านปฏิรูปประเทศ

โดยสภาขับเคลื่อนฯได้ รวมถึงกรณีที่จะให้โควต้าของอดีตสปช.มากถึง 60  คน โดยไม่มีหลักเกณฑ์การคัดเลือก ดังนั้นหากอดีตสปช. ที่ลงมติไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญได้รับแต่งตั้ง อาจทำให้สังคมมองได้ว่าเป็นการให้ประโยชน์ต่างตอบแทนได้ อย่างไรก็ตามตนยอมรับว่าในการคัดสรรบุคคลให้เข้ามาเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนฯมีผู้ที่ติดต่อและพูดคุยกับตนอย่างไม่เป็นทางการ แต่ตนได้ปฏิเสธเนื่องจากต้องการทำงานในด้านการติดตามและตรวจสอบการปฏิรูปประเทศมากกว่า 

นายสุริยะใส กล่าวด้วยว่าหลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญถูกสปช.ลงมติไม่เห็นชอบ ตนได้พูดคุยกับอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตสปช. เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นต่อประเด็นของการจัดตั้งชมรมเพื่อติดตามและจัดเวทีวิชาการระดมความเห็นของภาคประชาชนกลุ่มต่างๆ เพื่อนำเสนอไปยังสภาขับเคลื่อนฯ และกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่จะจัดตั้งขึ้น รวมถึงจัดทำโร้ดแม๊พของการปฏิรูปประเทศ ทั้งนี้ในระยะ 2 ปีต่อจากนี้ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ตนมองว่ามีหลายเรื่องที่สามารถขับเคลื่อนการปฏิรูปได้ เช่น การปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.), ปฏิรูปพลังงาน, ปฏิรูปการกระจายอำนาจ, ปฏิรูปภาษี, การลดความเหลื่อมล้ำ และมาตรการปราบคอร์รัปชั่น เป็นต้น

ด้านนายคมสัน โพธิ์คง อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ฐานะกรรมการสถาบันสปท. กล่าวถึงสัดส่วนของสภาขับเคลื่อนฯว่าสัดส่วนดังกล่าวยังขาดภาคประชาชนเข้าร่วม ดังนั้นตนมองว่างานขับเคลื่อนการปฏิรูปโดยสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปฯ อาจเกิดภาวะลำบาก แม้ว่างานของสภาขับเคลื่อนฯ จะเข้ามาดำเนินการสานต่อแผนปฏิรูปที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ดำเนินการไว้ แต่เมื่อไม่มีหลักประกันที่จะสานต่อแผนงานของสปช.อาจทำให้มีปัญหาได้ว่า สิ่งที่ไม่อยากทำ ก็ไม่ถูกนำมาปฏิบัติ จะเลือกเฉพาะสิ่งที่อยากทำ

ดังนั้นการพิจารณาเรื่องดังกล่าวควรทำเรื่องกลไกของการปฏิรูปให้มีความชัดเจน ส่วนกรณีที่คสช. กำหนดสัดส่วนผู้จะมาเป็นสภาขับเคลื่อนฯ ที่มีสัดส่วนของข้าราชการจำนวนมากนั้น ตนมองว่าคสช. ยังมีความพยายามกำกับและควบคุมงานสภาขับเคลื่อนฯ ให้เป็นไปตามโร้ดแม็พที่ คสช. กำหนด