“รสนา” จี้ “คสช.” แถลงเจตนารมณ์ตั้ง สภาขับเคลื่อนฯ ให้ชัด ห่วงมี สัดส่วนข้าราชการ-ทหารมาก การปฏิรูปไม่เกิดจริง
น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงกรณีการกำหนดสัดส่วนของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จำนวน 200 คน ให้ส่วนใหญ่มาจาก ข้าราชการในตำแหน่งปัจจุบัน, อดีตข้าราชการ และทหาร มากถึง 90 คนและให้มีอดีตสปช. จำนวน60 คน ว่า ตนมองว่าการเลือก สมาชิกสภาขับเคลื่อนฯ ควรปรับปรุงในสัดส่วนที่มาจากฝ่ายราชการ โดยลดจำนวนดังกล่าวลง เพราะปัญหาของการปฏิรูปประเทศที่ผ่านมาซึ่งไม่สามารถขับเคลื่อนงานได้ ต้องยอมรับว่าฝ่ายข้าราชการนั้นเป็นอุปสรรคสำคัญ นอกจากนั้นแล้วตนมองด้วยว่ากรณีให้ข้าราชการในตำแหน่งปัจจุบัน ทั้งฝ่ายพลเมืองและทหารเข้ามารับตำแหน่งจะทำงานขับเคลื่อนได้จริงหรือไม่ เพราะข้าราชการกลุ่มดังกล่าวมีหน้าที่ราชการประจำทำอยู่ อีกทั้งการได้รับค่าตอบแทนนั้น สามารถรับค่าตอบได้ได้ทั้ง 2 ทางคือ สมาชิกสภาขับเคลื่อนฯ และตำแหน่งราชการด้วยหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นตนมองว่าไม่ควรมีสภาขับเคลื่อนฯ เพราะจะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณของแผ่นดิน นอกจากนั้นแล้วตนมีข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาลในประเด็นดังกล่าวด้วยว่า ขอให้ประกาศเจตนารมณ์ของการตั้งสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศให้ชัดเจน ว่าจะมีอำนาจหรือหน้าที่อย่างไร หากเป็นไปตามที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เคยระบุไว้ว่าสภาขับเคลื่อนฯ มีหน้าที่ทำแผนหรือแนวทางการปฏิรูป ขณะที่ภาคปฏิบัติหรือรับแนวทางไปปฏิบัติจะอยู่ที่รัฐบาลและหน่วยงานราชการ ดังนั้นจะมีประโยชน์อะไรที่จะมีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
น.ส.รสนา กล่าวด้วยว่าหากรัฐบาลตั้งใจจริงที่จะปฏิรูปประเทศ ด้วยการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมกับทุกภาคส่วนในสังคม ควรปรับสัดส่วนของสมาชิกสภาขับเคลื่อนฯ ให้มีภาคประชาสังคม และตัวแทนของคนในกลุ่มต่างๆ เพราะต้องยอมรับว่าภาคประชาชนฐานะผู้เผชิญปัญหานั้นสามารถนำเสนอข้อมูลที่หลากหลายให้รัฐบาลพิจารณาหรือตัดสินใจ และถือเป็นตัวเชื่อมโยงต่อนโยบายหรือการปฏิบัติการเพื่อแก้ปัญหาและนำไปสู่การปฏิรูปประเทศ
“หากเปรียบการปฏิรูปประเทศเป็นรถยนต์หนึ่งคัน และมีคณะรักษาความสงบแห่งชาติเป็นผู้ขับรถ ดังนั้นสภาขับเคลื่อนฯ ที่จะตั้งขึ้นมาจะมาทำหน้าที่อะไร จะมาทำหน้าที่เป็นเพียงประดับยนต์ เพื่อให้เกิดความสวยงามเท่านั้หรือไม่แต่หาประโยชน์อะไรไม่ได้แบบนั้นหรือไม่ ดังนั้นขอให้รัฐบาลตอบเจตนารมณ์ตรงนี้ให้ชัด”น.ส.รสนา กล่าว





